ณ บัดนี้ ความปรารถนาและความตั้งใจของคุณครูไม่ใหญ่ ที่ผ่านกาลเวลามากว่ายี่สิบปี ได้กลายเป็นหนึ่งในโครงการที่มีทรรศนะที่ยาวไกล ซึ่งในขณะนั้น เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วดูเหมือนจะยากมาก แต่ในที่สุดวิสัยทัศน์ที่ใครๆบอกว่า เป็นไปไม่ได้ก็เป็นไปได้แล้ว และได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในโลก ที่เปิดสอนวิชาเกี่ยวกับความเป็นจริงของชีวิต นำชีวิตไปสู่เป้าหมายอันสูงสุด
ตอนแรกๆที่กระผมลงเรียน ก็คิดว่าเนื้อหาวิชาที่เปิดสอนก็คงเหมือนในมหาวิทยาลัยทั่วไป แต่พอเรียนแล้วก็รู้ว่าไม่เหมือนกัน กระผมได้ประโยชน์มากกว่าที่กระผมคิดไว้ เพราะแต่ละวิชาไม่ได้ให้เพียงความรู้เท่านั้น แต่ยังอธิบายรายละเอียด และมีกิจกรรมที่เป็นแบบฝึกปฏิบัติ ให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และยังสามารถนำไปใช้ในการอบรมศีลธรรมตามโรงเรียนได้อีกด้วย
เมื่อได้เรียน DOU แล้ว ก็ติดใจรู้สึกว่ายิ่งเรียนยิ่งมีความสุขมากๆเลยค่ะ เพราะเป็นเหมือนได้ทบทวนวิชาที่ฟังจากคุณครูไม่ใหญ่ เช่น จักรวาลวิทยา เรื่องราวของมหาปูชนียาจารย์ การทำสมาธิที่เป็นขั้นเป็นตอน ทำให้รู้ว่า กว่าพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯจะค้นพบวิชชาธรรมกายขึ้นมาได้ เป็นเรื่องที่ยากล้านๆๆยากจริงๆค่ะ
วิชาที่หนูประทับใจ คือ วิชาวิถีชาวพุทธ เพราะถึงแม้กระแสโลกในปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีแหล่งอบายมุขมากมาย ล้วนแล้วแต่ทำให้คนลืมที่จะสั่งสมความดี แต่การเรียนวิชานี้ เปรียบเหมือนการตอกย้ำหลักการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องของชาวพุทธว่า ควรเป็นเช่นไร
ในการรับปริญญาครั้งนี้ ผมว่าไม่ใช่เป็นการจบการศึกษาที่สิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาในธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างถูกต้องครับ ซึ่งการเรียนในทางโลกนั้นเป็นการเรียนแล้วตัน เรียนแล้วหมด แต่ในการศึกษาที่ DOU เป็นการเรียนที่ ยิ่งเรียนยิ่งรู้ ยิ่งลึก ไม่มีวันหมด
ในวันอาทิตย์ต้นเดือน วันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2551ที่ผ่านมานั้น จึงเป็นเสมือนวันแห่งความสำเร็จทั้งการศึกษาและการงานของกระผม เมื่อตอนรับปริญญาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อ (คุณครูไม่ใหญ่) กระผมรู้สึกตื่นเต้นปีติจนขนลุกซู่ไปทั้งตัวเลยครับ เป็นเกียรติยศและความภาคภูมิใจสูงสุดของกระผม ซึ่งกระผมจะไม่มีวันลืมวันนี้เลยไปจนตลอดชีวิตครับ
หลังจากลงทะเบียนเรียนในปี พ.ศ.2547 ลูกก็จะอ่านหนังสืออย่างละเอียดแบบต่างคนต่างอ่าน แล้วมาพูดคุยกัน เพื่อเป็นการทบทวน ถ้ามีข้อสงสัยก็จะปรึกษาซึ่งกันและกัน และที่สำคัญลูกเป็นนักเรียนโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ตัวจริงด้วยกันทั้งคู่ ดู DMC ทุกวันไม่เคยขาด เพราะจะทำให้เข้าใจเนื้อหาในหลักสูตรได้ดียิ่งขึ้น
เมื่อใดบัณฑิตกำจัดความประมาทด้วยความไม่ประมาท เมื่อนั้นเขานับว่าได้ขึ้นสู่ "ปราสาทคือปัญญา" ไร้ความเศร้าโศก สามารถมองเห็นประชาชน ผู้โง่เขลา
ถึงจะอยู่ใกล้บัณฑิต เป็นเวลานานชั่วชีวิต คนโง่ก็หารู้พระธรรมไม่ เหมือนจวักไม่รู้รสแกง
ความประมาทนั้นสามารถบรรเทาได้ด้วยความไม่ประมาท คือค่อยๆ ถ่ายถอนความประมาทออกทีละน้อย แล้วเพิ่มพูนความไม่ประมาทเข้าไปแทนที่ เหมือนถ่ายเทน้ำเก่าอันขุ่นออกแล้วใส่น้ำใหม่ที่ใสสะอาดเข้าไป พยายามรักษาความไม่ประมาทที่ทำได้แล้วมิให้เสื่อมลงไปอีก กีดกันความประมาทที่ห่างไปแล้วมิให้เข้ามาอีก ดวงใจที่ห่างจากความประมาท อยู่ด้วยความไม่ประมาท มีสติระวังรอบคอบ ย่อมก่อให้เกิดปัญญา ปัญญานั้นว่องไว คล่องแคล่ว ปัญญานั้นสูงส่งดุจปราสาท กล่าวคือ ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ สามารถเห็นสัตว์ทั้งหลายผู้เคลื่อนจากภพอยู่ (จุติ) และเกิดอยู่ (ปฏิสนธิ) เหมือนคนยืนอยู่บนปราสาท มองลงมาเห็นคนยืนอยู่เบื้องล่างรอบๆ ปราสาท อนึ่ง เมื่อคนทั้งหลายเศร้าโศกอยู่ เพราะพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักบ้าง เพราะพบกับความเสื่อมจากญาติจากโภคะบ้าง เพราะประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักบ้าง บัณฑิตย่อมไม่เศร้าโศก เพราะได้มองเห็นความจริงเสียแล้ว มองเห็นความสุขและความทุกข์อย่างโลกๆ โดยความเป็นของเสมอกันคือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน มีแต่กระแสอันไหลเชี่ยวแห่งกลุ่มธรรมอันหนึ่ง นักปราชญ์เช่นนั้นย่อมมองเห็นคนพาลเป็นผู้น่าสังเวช สงสารเหมือนผู้ยืนอยู่บนภูเขามองเห็นคนยืนอยู่ที่เชิงเขา