พราหมณ์อนุเกวัฏกลับเข้าไปในฐานทัพแล้ว ก็ตะโกนก้องร้องประกาศแก่พวกพ้องว่า “พระเจ้าจุลนีหนีไปแล้ว...พวกเรารีบหนีกันเร็ว ขืนอยู่จักต้องตายไปตามๆกัน ไปเถิดพวกเรารีบหนีเร็วเข้า” บรรดาผู้สืบราชการลับ เมื่อได้ยินเสียงตะโกนร้อง ก็พากันตะโกนบอกต่อๆกันไป จนเสียงดังระเบ็งเซ็งแซ่ไปทั้งกองทัพปัญจาละ
หลวงพ่อครับ...ช่วงนี้กระผมเห็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อเล่าเรื่องคุณยาย พอผมฟังแล้วก็ทำให้อดนึกถึงคุณยายไม่ได้ เนื่องจากคุณยายท่านมีพระคุณกับผมมาก เพราะสมัยที่ผมตัดสินใจบวชใหม่ๆ ก็คิดว่า..อยากบวชไปตลอดชีวิต แต่ลึกๆ ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้รึเปล่า จึงคิดแค่ว่า..จะบวชให้นานที่สุดแล้วกัน และระหว่างที่บวชก็จะช่วยงานอย่างเต็มที่เต็มกำลัง ซึ่งก็จริงๆ ครับ
" เราไม่ได้ออกบวช แต่คนอื่นทั้งหมดกลับคิดว่าเราบวช นี่คงเป็นเสียงดีสินะ เราจะไม่ทำให้เสียงดีนี้หายไป เราจะออกบวช ” เศรษฐีจึงกลับไปเข้าเฝ้าพระราชาอีกครั้ง พระราชาเมื่อเห็นเศรษฐีเดินมาเข้าเฝ้าอีกก็แปลกใจจึงตรัสถามว่า “ ท่านมหาเศรษฐี ท่านเพิ่งไปเดี๋ยวนี้เอง ทำไมจึงกลับมาอีกเล่า ” “ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน กาลใดบุคคลได้สมัญญาในโลกว่า ผู้มีกัลยาณธรรม กาลนั้นนรชนผู้มีปัญญาไม่พึงทำตนให้เสื่อมสมัญญานั้นเสีย "
ขณะที่วัดยังเป็นศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมอยู่เลยค่ะ ซึ่งสมัยนั้นที่พักและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ยังไม่ลงตัว คุณยายฯจึงต้องเดินทางไปๆมาๆระหว่างบ้านธรรมะประสิทธิ์กับศูนย์พุทธจักรฯ
ม..อาจารย์ลือพงศ์ ลีลพนัง นายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำวิชาปฏิปทามหาปูชนียาจารย์ อีกทั้งยังเป็นผู้ประสานงานโครงการเส้นทางมหาปูชนียาจารย์ และกรรมการมูลนิธิพุทธอุทยานนานชาติครับ
พระบังบดที่ลูกเห็น ท่านนุ่งห่มครองผ้าเหมือนพระทั่วไป จีวรท่านสีกลักเหมือนพระป่า แต่เก่าและมีรอยขาด หน้าตาท่านคล้ายคนธรรมดา ผมและหนวดของท่านยาวไม่เหมือนพระทั่วไป
ในสมัยดึกดำบรรพ์นานมาแล้ว มีสระใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง กว้างยาว 52 โยชน์ ลึกราว 12 โยชน์ สระแห่งนี้มีชื่อว่าฉัททันต์ ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของสระนี้มีต้นไทรใหญ่อยู่ด้านหนึ่ง
สตรีทั้งสามนางจึงรีบพากันไปกราบถวายบังคมพระเจ้าจุลนี แล้วทูลเรื่องราวทั้งหมดตามที่พวกตนได้เห็นมา แต่ก็ไม่ลืมที่จะแปลความหมายในสิ่งที่พวกตนเห็นเหมือนอย่างที่พระนางนันทาเทวีตรัสไว้ จากนั้นจึงกราบทูลเสริมอีกว่า “ขอพระองค์อย่าได้ทรงลังเลพระทัยอยู่เลยเพคะ ทางที่ดีควรรีบฆ่ามโหสถเสียโดยเร็ว เพราะหากทรงชักช้าอยู่ก็จะมิทันการณ์นะเพคะ”
ฝ่ายอาจารย์เสนกะ พอเริ่มออกเดินเท่านั้น ก็รีบถอดผ้าโพกศีรษะออก ค่อยๆปลดผ้านุ่งออกแล้วบรรจงผูกใหม่ให้มั่นคง มโหสถเหลือบไปเห็นกิริยาของอาจารย์เสนกะ จึงเอ่ยถามว่า “ท่านเสนกะ ท่านมัวทำอะไรอยู่น่ะ” อาจารย์เสนกะ ก็หันมาตอบว่า “ข้าพเจ้าก็เตรียมจะเดินลงอุโมงค์น่ะสิ ถึงต้องเปลื้องผ้าโพกหัว แล้วยักรั้งให้มั่นคง จะเดินได้สะดวกๆอย่างไรล่ะ”
บัดนี้อาจารย์ทั้ง ๔ ผู้ที่พยายามให้ร้ายป้ายสีคิดทำลายมโหสถ ทำให้ได้รับความลำบากลำบนหลายครั้งหลายครา ซึ่งมโหสถก็ให้อภัยไม่ถือสาหาความเรื่อยมา ในครั้งนี้ หากมโหสถไม่คิดปราณี ก็เห็นทีว่า พวกเขาคงไม่มีชีวีเหลือรอดเป็นแน่