ในที่สุดท่านเสนกะจึงตัดสินใจกราบทูลว่า “ขอ เดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทฯ พวกข้าพระพุทธเจ้าตระหนักดีว่า ปัญหานี้มิใช่ปัญหาธรรมดา จักต้องมีเงื่อนงำที่ลึกล้ำอยู่พอสมควร ด้วยเหตุนี้ การที่ฝ่าพระบาททรงมีพระราชประสงค์จะทราบคำตอบในทันที จึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งพระพุทธเจ้าข้า”
ขอเดชะพระบารมีปกเกล้า ข้าพระพุทธเจ้าให้คนจัดการวิดน้ำและลอกโคลนเลนในสระโบกขรณีขึ้นแล้ว แต่จนป่านนี้แล้ว ก็ยังไม่พบแก้วมณีนั้นเลย พระพุทธเจ้าข้า ท้าวเธอก็ทรงเห็นด้วยว่าประหลาดจริงเชียว ธรรมดาเงากับตัวก็ย่อมจะอยู่คู่กัน มีเงาก็ต้องมีตัว เมื่อมีแสงแก้วก็ต้องมีดวงแก้ว แต่นี่เห็นแสงแว้บวับ แต่พอจะหา กลับไม่พบ เป็นไปได้อย่างไรกัน
มโหสถจึงได้ตกลงกับบิดาว่า “ขอให้ท่านพ่อพร้อมด้วยอนุเศรษฐีพันหนึ่งเป็นบริวาร จงเดินทางล่วงหน้าไปเฝ้าเจ้าเหนือหัวก่อน ..แต่ว่าเมื่อไปก็อย่าได้ไป มือเปล่า จงเอาผอบไม้จันทน์เต็มด้วยเนยใสติดมือไปถวายด้วย เมื่อพระราชาตรัสปฏิสันถารกับพ่อแล้ว ก็จักตรัสเรียกให้นั่ง ท่านพ่อก็จงหาที่นั่งอันสมควรเถิด
ความริษยานั้น เมื่อมันเข้าครอบงำใจบุคคลใด ก็ย่อมทำให้บุคคลนั้นมีจิตใจคับแคบ ทนไม่ได้เมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีมีสุขกว่าตน เร่าร้อนอยู่ด้วยไฟแห่งริษยา จากคนที่มีปัญญามาก มีความสง่าผ่าเผย กลับต้องปิดบังซ่อนเร้นการกระทำที่ไม่ซื่อของตน ก็จะกลายเป็นคนอาภัพไร้ยศศักดิ์ในที่สุด
มโหสถทำท่าจะหัวเราะ แล้วก็ไม่กล่าวอะไรเลย จึงถามขึ้นว่า “พ่อมโหสถ พวกเราจะทำอย่างไรกันดี เห็นทีว่าคราวนี้คงต้องถูกปรับแน่ๆ ” พอถูกถามเช่นนั้น มโหสถจึงตอบพลางยิ้มอย่างเบิกบานว่า “ปัญหานี้ ไม่ว่าใคร ก็ไม่อาจจะแก้ได้ด้วยเหตุผลธรรมดาทั่วไป แต่จะพึงแก้ได้ด้วยการย้อนปัญหาเท่านั้น”
สิริวัฒกะเศรษฐีกล่าว พลางยื่นท่อนไม้ตะเคียนคืบหนึ่งส่งให้มโหสถดู “พระราชาทรงมีพระบรม ราชโองการมา ให้พวกเราพิจารณาท่อนไม้นี้ว่า ทางไหนเป็นโคน ทางไหนเป็นปลาย แม้นไม่รู้จะทรงปรับสินไหม 1000 กหาปณะ เราทุกคนในที่นี้ ต่างจนปัญญาไปตามๆกัน ยังไม่อาจจะชี้ได้เลย ว่าทางไหนเป็นโคน ทางไหนเป็นปลาย ลูกพอจะรู้ได้ไหมล่ะ”
ยักษิณีตนหนึ่งซึ่งสิงสถิตอยู่ในราวป่า ถูกความหิวบีบคั้นมานาน เฝ้ารอคอยโอกาสที่จะจับมนุษย์ผู้อ่อนแอกินเป็นอาหาร ครั้นเห็นหญิงนั้นอุ้มลูกน้อยผ่านมาทางที่อยู่ของตน ก็ปรารถนาจะกินทารกนั้นเป็นอาหาร จึงติดตามมาจนถึงสระโบกขรณี จ้องหาโอกาสที่จะชิงทารกไปจากอ้อมอกของนาง
ฤษิณีผู้เป็นมารดา ได้ยกเท้าทั้งสองขึ้นกอดไว้แนบอก แล้วพร่ำรำพันอยู่ว่า “โธ่ พ่อสามะของแม่ เจ้าต้องมานอนเกลือกเปื้อนฝุ่นทราย ถูกทิ้งไว้ในป่าใหญ่ ดุจดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ตกลงสู่ผืนดินเสียแล้ว โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมเสียเลย...พ่อสามะผู้งดงามของแม่ เจ้ามาหลับใหลเหมือนคนเมาสุราไม่ยอมลุกขึ้นสักที เจ้าขัดเคืองใครหรือจึงไม่ยอมพูดจาอะไรกับแม่บ้างเลย”
มาถึงตรงนี้ มีปัญหาอยู่ประการหนึ่ง ดังที่เคยสดับมาว่าผู้ที่เจริญเมตตาจิตอยู่เป็นประจำนั้น ย่อมได้รับอานิสงส์ถึง 11 ประการ หนึ่งใน 11 ประการนั้นก็กล่าวไว้ชัดเจนว่า ไฟ ศัสตรา และยาพิษไม่อาจกล้ำกราย ก็แล้วพระโพธิสัตว์ผู้เจริญเมตตาจิตอยู่เป็นประจำ ทำไมจึงถูกยิงได้เล่า
เมื่อยามอรุโณทัย พระโพธิสัตว์จะตื่นแต่เช้าตรู่ รีบลุกจากที่นอนโดยไม่อิดออด เก็บกวาดที่อยู่อาศัยของบิดามารดาจนสะอาดเรียบร้อย จากนั้น พระโพธิสัตว์จะเข้าไปกราบเท้าบิดามารดาทั้งสอง เพื่อไปตักน้ำยังแม่น้ำมิคสัมมตา