ลูก ธิดา วรรณลักษณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปอเน๊าะ ตำบล ปลุรู อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส หลวงพ่อเจ้าคะ ตอนนี้ลูกอยู่ที่บ้านที่จังหวัดนราธิวาส ร่วมทุกข์ ร่วมสุข กับเพื่อนๆครู 4 จังหวัดชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 16 มกราคม ที่ทางราชการกำหนดให้เป็นวันครูแห่งชาติมาถึง ภาพที่ปรากฏชัดในความทรงจำของลูกนอกจากพ่อ แม่ ผู้ให้กำเนิดและครูบาอาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ ประสาทวิชาความรู้ , ภาพๆหนึ่งที่ปรากฏชัดเจน ณ กลางใจของลูก คือ ภาพของพระเดชพระคุณหลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่ ผู้เป็นคุณครูที่ยิ่งใหญ่ในดวงใจของพวกเราคุณครูผู้ให้แสงสว่าง ใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ตั้งแต่นั้นมาป้าจวบก็พกพระของขวัญติดตัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะออกไปไหน ไปจ่ายตลาด หรือไปขายข้าวแกงไม่เคยให้ห่างจากตัวเลย และเมื่อป้าจวบกับลูกสาวได้รู้ว่า คุณครูไม่ใหญ่กล่าวว่า “พระของขวัญนี้ท่านมีชีวิต ไปไหนมาไหนได้ แล้วที่สำคัญท่านมีเจ้าของ” ทั้งคู่ก็ถึงกับอึ้ง ทึ่ง และก็ขนลุกไปตามๆกัน และถ้ามีโอกาสทั้งสองแม่ลูกก็อยากจะมาร่วมงานทอดกฐินหลวงปู่ ในวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ.2551 นี้ด้วย
ดิฉันได้พบ Landmark ของใจในทรงกลมนั้น โดยการนึกดวงอาทิตย์ขึ้นมาวางไว้ที่นั่น ทันใดนั้น ดิฉันก็ไม่ใช่ทรงกลมอีกต่อไป แต่พบแสงสว่างมากมายเปล่งประกายเจิดจ้า เป็นความรู้สึกที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด ระหว่างดิฉันและจักรวาล การที่สามารถเห็นดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง และสามารถเห็นใจกลางความสว่างภายใน เป็นสิ่งที่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้เลย มันเป็นเหมือนแสงสีขาวสว่างจ้าภายในดวงอาทิตย์
ไม่นานใจก็เริ่มสงบ หยุดนิ่ง เหมือนกับใจกำลังสะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสทั้งปวง และรู้สึกได้เลยว่า ใจหยุดนั้นมีความสุขอย่างยิ่ง จนไม่อาจบรรยายออกมาได้เลย ...เมื่อใจสงบแล้ว บางครั้งก็มองเห็นแสงสว่าง รู้สึกมีความสุขมาก และทำให้เข้าใจว่า ความสุขภายในนั้น เพียงแค่เราเอาใจมาหยุดนิ่งเฉยๆ ก็พร้อมที่จะพรั่งพรูออกมาให้เราได้สัมผัสฟรีๆ ไม่ต้องเสียเงินเลย
แต่พอมีโครงการนี้ ผมว่าดีมากๆเลยครับ ทำให้พระเสี่ยงชีวิตน้อยลง ท่านสามารถอยู่ได้ ด้วยอาหารตักบาตรที่ได้มาจากทั่วทุกมุมของประเทศไทยที่ส่งแรงใจมาให้ โดยผ่านทางวัดพระธรรมกาย และพระที่มาในโครงการนี้ ท่านบอกว่าไม่ได้มาเพื่อหวังที่จะรับปัจจัยไทยธรรมเท่านั้น แต่การที่ได้มาเห็นพุทธบุตรและพี่น้องชาวไทยพุทธมาอยู่ร่วมกันแล้ว มันรู้สึกอุ่นใจมากๆ
ในเรื่องของการนั่งสมาธิ แม้จะเป็นช่วงสั้น แต่ทุกคนก็นั่งกันได้ดีค่ะ มีผลการปฏิบัติธรรมเห็นองค์พระ และดวงแก้วอีกหลายคน แล้วพอทุกคนได้ฟังประวัติของมหาปูชนียาจารย์ ต่างก็ถามกันว่า มีหนังสือเกี่ยวกับท่านเหล่านี้เป็นภาษามองโกเลียหรือไม่ เพราะอยากจะศึกษาเพิ่มเติม ส่วนเรื่องกฎแห่งกรรม, ทาน ศีล ภาวนา พวกเขาก็ฟังกันอย่างกระตือรือร้น และตั้งใจจะนำไปปฏิบัติจริงในชีวิตด้วย เพราะตามวัดวาอารามส่วนใหญ่ จะเน้นเรื่องการสวดมนต์เป็นหลัก จึงไม่มีโอกาสได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้เลย
เวลาทำสมาธิ ดิฉันเพียงแค่หลับตาเบาๆแบบไม่ต้องสนิทมาก วางใจไปที่ท้อง ในช่วงเวลาไม่นาน ดิฉันก็จะเห็นแสง ที่มีรูปทรงคล้ายลูกบอล และมันก็เปลี่ยนสี และขนาดไปเรื่อยๆ จากใหญ่ไปเล็ก เล็กไปใหญ่ สลับไปมา สวยงามและสงบมาก จนดิฉันเริ่มร้องไห้
พอดีกับที่ลูกได้ดู DMC พระเดชพระคุณหลวงพ่อแนะนำว่า “ให้เราเล่นตัว ทิ้งสิ่งที่เห็นนอกตัวทั้งหมด ยอมดูความมืดดีกว่า” ลูกจึงทำตาม คราวนี้นั่งมืดเป็นปีๆเลยค่ะ เวลานั่งก็จะได้แต่ความสบาย เห็นแสงสว่างบ้าง แต่ก็นั่งทุกวันไม่เคยเว้น พอมาได้หลักการวางใจจากพระอาจารย์ที่บ้านสวนอุบลฯ ก็เลยเน้นความสบาย พอใจสบายก็ค่อยๆน้อมลงไปในตัว
ผมมั่นใจว่าถ้าทุกคนในโลกทำตามหลักการง่ายๆนี้ โลกที่ร้อนอยู่จะสงบเย็นลง สมเป้าหมายว่า เราจะอยู่ร่วมกันอย่าง Peace and joy together อย่างแน่นอน เพราะทุกวันนี้เรารบกับศัตรูผิดตัว เพราะศัตรูที่แท้จริง จริงๆแล้วมันไม่ได้อยู่ข้างนอก แต่มันอยู่ข้างใน ศัตรูตัวจริงก็คือ กิเลสภายใน
มื่อเรามองผ่านแสงสว่างภายใน เราจะเห็นโลก เห็นภพ และสรรพสิ่งไปตามความเป็นจริง เห็นได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง ยิ่งกว่าการมองผ่านแสงสว่างภายนอก ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เกิดภาพลวงตาได้ แต่แสงสว่างภายในที่เกิดเมื่อใจบริสุทธิ์หยุดนิ่ง จะทำให้เรารู้เห็นไปตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีอยู่จริงๆ เพราะว่าเป็นความสว่างที่เกิดจากความบริสุทธิ์ของดวงจิต