คุณแม่เป็นลูกกำพร้าพ่อมาตั้งแต่เล็กและป่วยเป็นโรคตา มีอาการตามัว มองภาพไม่ชัดเจน คุณหมอบอกว่า เป็นต้อหิน ต่อมาเป็นต้อกระจก ต้องผ่าตัด ต่อมาประสาทตาจอตาอักเสบ ต้องผ่าตัดใหญ่อีก ๑ ครั้ง ขณะที่ผ่าตัด ยาชาเข้าไปไม่ถึงทำ ให้คุณแม่รู้ตัวตลอดเวลาว่าตัวเองเจ็บ
คุณตาเป็นลูกคุณพระสมัยรัชกาลที่ ๖ มีฐานะดีมาก ท่านชอบยิงนกตกปลาตั้งแต่วัยหนุ่มเมื่อ แต่งงานกับคุณยาย ท่านมีความสุขกันมาก แต่ความสุขนั้นมีระยะเวลาสั้นนักเนื่องจากคุณตาได้ล้มป่วยลงอย่างกะทันหันด้วยวัณโรค และเสียชีวิตด้วยวัยเพียง ๒๕ ปี
คุณตาของลูก อดีตเคยเป็นกำนัน และเคยมีอาชีพเป็นพรานล่าสัตว์ ในวัยชราคุณตาได้ล้มป่วยลงด้วยโรคอัมพฤกษ์และโรคเกาต์จนเดินไม่ได้ ตั้งแต่ลูกจำความได้ก็เห็นคุณตานอนร้องครวญครางอยู่แต่ในห้องมืดๆ ลุกไปไหนไม่ได้ ต้องมีคนคอยดูแลตลอด
คุณพ่อป่วยเป็นโรคถุงน้ำดีอักเสบ เพราะกรรมที่ทำปาณาติบาต ฆ่าสัตว์ทำอาหารและฆ่าขาย และเวลาโกรธมักไม่ชอบให้อภัยใครคือ โกรธแล้วโกรธเลย ทั้งอดีตและปัจจุบันมาส่งผล
เมื่อเข้าสู่วัยเรียน พี่ๆทุกคนต่างได้เรียนกันจนจบปริญญา มีลูกอยู่คนเดียวที่ไม่จบแม้แต่ ป.1 เพราะเมื่อไปโรงเรียนครั้งใด ลูกจะต้องเจ็บสารพัดไข้มาทุกครั้ง เป็นบ่อยมากจนคุณพ่อสงสาร ไม่ให้ลูกไปโรงเรียนอีกเลย
แม่ของลูกป่วยเดินไม่ได้ ไม่มีแรง นิ้วมือนิ้วเท้าหงิก แม่ไปรักษากับหมอไสยเวท โดยใช้เหล็กแดงๆ ตั้งไว้บนเตาถ่าน ใช้เท้าจุ่มน้ำมันแล้วหมอก็เหยียบไปที่เหล็กแดงๆ ที่กำลังร้อนแล้วก็มาเหยียบที่ร่างของแม่ ทำอย่างนี้อยู่ ๑ อาทิตย์ อาการของแม่ก็หายเป็นปกติ
คุณพ่อดู DMC และนั่งสมาธิทุกวันไม่ขาดเลย ท่านมีโรคประจำตัว คือ โรคหอบหืด ครั้งสุดท้ายท่านมีอาการหอบอย่างหนัก ทำให้ขาดออกซิเจนและหยุดหายใจนานกว่า ๑๐ นาที ทำให้พ่อกลายเป็นเจ้าชายนิทรา
ลูกเคยเป็นโรคทาลัสซีเมียร์ มีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลียมากกว่าคนปกติ เมื่อไปหาหมอ หมอให้ยาบำรุงเลือดมาทาน และดูแลสุขภาพด้วยการไม่นอนดึก พักผ่อนให้เพียงพอ อาการก็ดีขึ้นเป็นลำดับ และหายขาดเป็นปกติจนทุกวันนี้
พี่สาวของลูกมีความสุขกับชีวิตโสด เพราะเธอบอกว่า จะได้ไม่ต้องเป็นทาสใคร แต่เธอมีความกังวลใจลึกๆ ว่า ในบั้นปลายชีวิตจะไม่มีคนดูแลยามป่วยไข้
บุพกรรมใด ทำให้น้องชายป่วยหนัก ตับอ่อนและสำไส้อักเสบบวมจนอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ ขณะที่พระน้องชายมานำน้องชายให้นึกถึงบุญและทำสมาธิ ทำไมถึงมีของเสียสีดำๆ ไหลออกมาได้ แล้วอาการของน้องชายก็ดีขึ้น