ความรู้เมื่อเกิดแก่คนพาล ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายเท่านั้น ความรู้นั้นย่อมยังปัญญาของเขาให้ตกไป และฆ่าสุกธรรมของคนพาลเสีย
เทวดายังมีชั้น จึงไม่แปลกที่มนุษย์มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ ต้องไปแก้ที่เทวดาก่อน ถ้าแก้เทวดาไม่ตก มนุษย์ก็ยังมีชนชั้น ที่เทวดามีชั้นเพราะมีความละอายและเกรงกลัวต่อบาปไม่เท่ากัน
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้คงที่ ยังเหล่าสัตว์ให้ข้ามสังสารวัฏ เสด็จพุทธดำเนินอยู่บนถนน ข้าพเจ้าได้ออกจากเรือน ก้มลงกราบแทบพระบาท...ความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่จริงหนอ มหาสมบัติใหญ่ทั้งหลาย ได้มาก็ด้วยผลแห่งบุญอันเล็กน้อยที่ได้ทำในครั้งนั้น
เราอาศัยอยู่ที่ภูเขาหิมพานต์ เรานุ่งห่มหนังสัตว์ อยู่ในระหว่างภูเขา เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณดั่งทองคำ ดุจพระอาทิตย์แผดแสง เสด็จเข้าป่างามเหมือนพญารังมีดอกบาน จึงยังจิตให้เลื่อมใสในพระรัศมี แล้วนั่งกระโหย่งประณมอัญชลี ถวายบังคมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ด้วยเศียรเกล้า ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราไม่เคยพลัดตกไปสู่ทุคติเลย
ความตายเป็นเพียงจุดสิ้นสุดของชีวิตในภพภูมิหนึ่งๆ เท่านั้น และความตายนี้ย่อมเป็นสิ่งที่น่ากลัวและไม่น่าปรารถนาของสรรพสัตว์ แต่ไม่ว่าเราจะปรารถนาหรือไม่ก็ตามเราทุกคนล้วนแต่ต้องตาย แต่ตายแล้วจะไปไหน
In the Lord Buddha’s first sermon to the group of five initial disciples he advocated to steer between the extremes of sensual indulgence
เราถวายอภิวาทพระสัมพุทธเจ้า นิมนต์พระองค์ผู้เป็นมหามุนีให้เสวยภัตตาหาร พระมุนีผู้ประกอบด้วยมหากรุณาในโลก ทรงอนุโมทนาแก่เราในกาลนั้น เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ผู้ทรงพระมหากรุณาพระองค์นั้น ทำความแช่มชื่นเบิกบานแล้ว ได้บันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดหนึ่งกัป ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใดในเวลานั้น ด้วยผลแห่งทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายภัตตาหาร
สังคมปัจจุบันนี้มีภัยอยู่รอบตัว โดยเฉพาะภัยทางอารมณ์ที่คอยรุมเร้าจิตใจของเราให้เศร้าหมอง เร่าร้อนกระวนกระวาย
“ใจ” มีธรรมชาติที่อ่อนไหว ปรวนแปรและล่องลอยไปในทุกๆ ที่ได้ง่ายแสนง่าย แม้แต่ช่วงเวลาเพียงเล็กน้อย
“เวลา” เป็นสิ่งที่มีค่ามาก เพราะเมื่อมันผ่านไปแล้วจะไม่มีวันหวนกลับคืน แต่คนเรามักจะใช้เวลาหมดไปกับสิ่งที่ไร้สาระ