เหตุการณ์ในครั้งนี้ ดูเหมือนว่ามโหสถจะสิ้นปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตนเองอย่างสิ้นเชิง แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ที่ท่านต้องหนีไปก่อนนั้น เพราะต้องการให้เกิดการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ซึ่งเมื่อตนหลบไปก่อนแล้ว พระราชาก็จะไม่ระแวงในกำลังคนของตน และในไม่ช้าความจริงก็ต้องปรากฏ
แม้พระนางจะตรัสยืนยันเช่นนั้น ท้าวเธอก็ยังไม่ทรงเชื่อ กลับทรงกริ้วหนักยิ่งขึ้น ถึงกับตรัสด้วยพระสุรเสียงน่าเกรงขามว่า “เธออย่ามาปิดบังเราเลย เป็นไปไม่ได้ที่ชายผู้นี้จะทอดทิ้งเธอไป เธอต้องเห็นอะไรอย่างอื่นเป็นแน่ แต่ไม่ยอมบอกเรา กลับกล่าวเท็จเพื่อกลบเกลื่อน จงรีบบอกเรามาตรงๆ มิเช่นนั้น เราจะฟันเธอให้ขาดเป็นสองท่อนเสียเดี๋ยวนี้แหละ”
คนที่มักโกหกหลอกลวงอยู่ ทั้ง ชีวิตจะเต็มไปด้วยความหวาดระแวง เพราะต้องเสกสรรปั้นแต่งคำพูดตลอดเวลา ต่อหน้าอย่างหนึ่ง หลับหลังก็วางตัวอีกอย่างหนึ่ง ชีวิตในบั้นปลายย่อมไม่พ้นความทุกข์ทรมานจากการกระทำนั้น แม้ละโลกนี้แล้ว ยังต้องทุกข์ทรมานอยู่ในอบายภูมิ ผู้ที่ทำผิดเช่นนี้ หากได้ครูบาอาจารย์ที่เปี่ยมด้วยมหากรุณาช่วยแก้ไข ก็จะสามารถเอาตัวรอดได้
ทันทีที่มโหสถมาถึง ก็รีบมุ่งตรงไปที่ริมขอบสระ ยืนจ้องมองดูแสงแก้วมณีนั้นอย่างพินิจพิจารณา แม้นสระโบกขรณีนั้นจะกว้างใหญ่สักเพียงใดก็ตาม แต่พอมโหสถสังเกตดูเพียงครู่เดียว ก็รู้ทันทีว่า แสงที่เห็นนั้นมิใช่แสงที่พวยพุ่งขึ้นมาจากสระอย่างแน่นอนแท้ที่จริงคงเป็นเพียงเงาสะท้อนของดวงแก้วมณีเท่านั้น แต่ปัญหาที่ยากยิ่งกว่านั้นก็คือ “แล้วแก้วมณีนั้นเล่า ตั้งอยู่ ณ ที่แห่งใดกัน”
พระราชาไม่ทรงเชื่อ จึงท้าให้พระดาบสนำหนอนมาให้ดูก่อน พระองค์จึงจะยอมเชื่อ พระดาบสใช้อานุภาพของท่าน บังคับให้หนอนสองตัวที่กำลังชอนไชหาอาหารอยู่ในมูลโค ออกมาปรากฏต่อหน้าพระราชา พลางทูลว่า “ข้าแต่มหาราช พระเทวีอุพพรีนี้ได้จากพระองค์ไปแล้ว บัดนี้กำลังเดินตามหลังหนอนตัวผู้ ขอพระองค์จงทอดพระเนตรเถิด”
ความวุ่นวายที่เกิดบนโลก โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดจากการพูดจาโกหก หลอกลวง กลับกลอกกลับไปกลับมา เรามักจะพบเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่เว้นเด็กเว้นผู้ใหญ่ มีหน้าตาฐานะทางสังคมอย่างไรและไม่มีกำแพงชนชาติมากีดกัน ซึ่งมักจะใช้คำสั้น ๆ ว่า “ เด็กเลี้ยงแกะ ” เป็นข้อความที่บ่งชี้ให้เห็นว่าบุคคลนั้น ๆ ที่ถูกประณามเป็นคนพูดโกหก พูดหลอกลวง ทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อ ซึ่งถือว่าผิดศีลห้าในข้อที่ ๔ นั่นเอง ที่มีชื่อว่า มุสาวาท
ฝ่ายพระเจ้าปิลยักขราช ได้เห็นภาพของฤษีทั้งสองแล้ว ก็รู้สึกสงสารยิ่งนัก ได้ทรงปลอบใจให้ทั้งสองคลายความโศกว่า “ขอผู้เป็นเจ้าทั้งสอง อย่าได้คร่ำครวญถึงสามะบุตรผู้ถึงพร้อมด้วยคุณความดี ว่าเขาถูกเราฆ่าตายเสียแล้ว แล้วใครจะเลี้ยงดูพวกเราเลย...แม้จะสิ้นสามะแล้ว ข้าพเจ้านี่แหละจะขอเลี้ยงดูผู้เป็นเจ้าทั้งสองอยู่ในป่าใหญ่นี้เอง
คำถาม : การไม่มีศาสนาจะหมายถึงว่าไม่บาปแล้วไม่ต้องรับผลของกรรมหรือไม่
คำถาม : ไม่นับถือศาสนาอะไรเลย ไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด มีอะไรพิสูจน์ได้บ้างว่าตายแล้วไม่สูญ
คำถาม : มีคำกล่าวว่าเอาปลายเข็มชี้ลงไปในแผ่นดิน สถานที่ที่พระโพธิสัตว์ไม่เคยมาเกิดไม่มี จริงหรือไม่