เธอเป็นชาวลาวในออสเตรเลีย...ตลอดมาเธอมีความรู้สึกว่า บางสิ่งได้ขาดหายไป จนเมื่อเธอได้มาปฏิบัติธรรม เธอจึงได้สิ่งที่หายไปนั้นกลับคืนมา...เมื่อเธอเกษียณอายุราชการแล้ว เธอได้มีอาชีพใหม่ คือ เป็นผู้นำบุญ...เรื่องน่าแปลก มีเหตุการณ์ที่ทำให้เธอและคนในครอบครัว พากันคิดว่า คุณแม่ของเธอที่เสียชีวิตไป ได้กลับมาเกิดเป็นลูกชายของน้องสาวคนที่เจ็ดของเธอ...เรื่องนี้จริงหรือไม่...ที่นี่...มีคำตอบ
สมัยหนึ่ง พระราชาตรัสถามว่า "ท่านรัฐบาลผู้เจริญ คนส่วนใหญ่ออกบวชเพราะว่าแก่ชรา อยากมีที่พึ่งทางใจ เพราะความเจ็บไข้ได้ป่วยบ้าง เพราะเสื่อมจากโภคสมบัติบ้าง จึงอยากมาอาศัยพระศาสนา และเสื่อมจากญาติบ้าง เมื่อเห็นว่าจะไม่มีที่พึ่ง จึงพากันออกบวช แต่ท่านไม่ได้มีความเสื่อมเหล่านั้นเลย แล้วทำไมถึงออกบวชเป็นบรรพชิตเล่า"
สาลิกาฟังคำของสุวโปดกแล้ว ก็ไม่สบายใจ รีบห้ามผู้เป็นสามีทันทีว่า “เรื่องอัปมงคลเช่นนี้ ทำไมพี่จึงมากล่าวในวันมงคลของเราเล่า พี่สัญญากับน้องแล้วมิใช่หรือว่า จะกล่าวเฉพาะเรื่องที่เป็นมงคลเท่านั้น”
และงานที่ถือว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดของเด็กดี V-Star ของโรงเรียนบ้านค่าย คือ การเป็นเจ้าภาพจัดงานตักบาตรพระจำนวนกว่า 700รูป ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการตักบาตรพระ 500,000รูป 76จังหวัด ทุกวัดทั่วไทย จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2551 ณ โรงเรียนบ้านค่าย งานนี้เรียกว่าปลื้มกันสุดๆค่ะ
จากตอนที่แล้ว พราหมณ์เกวัฏได้กราบทูลอุบายของตนแด่พระเจ้าจุลนีว่า “ขอเดชะ เลศที่จะกระทำนี้เรียกว่า ธรรมยุทธ์ คือ การรบที่ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธเลย เพียงให้ราชบัณฑิตของพระราชาทั้งสองพระนครได้มาพบกัน ณ สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง แต่มีเงื่อนอยู่ว่า ในบัณฑิตทั้งสองนั้น หากผู้ใดไหว้ก่อน ผู้นั้นก็ถือว่าเป็นผู้แพ้ และความแพ้ของผู้นั้นก็ถือเป็นความพ่ายแพ้ของกองทัพฝ่ายนั้นด้วย พระพุทธเจ้าข้า”
อาจารย์เสนกะและสหายปุโรหิต เมื่อได้ทราบข่าวด่วนจากพนักงานกรมวังว่า พระราชาทรงเสด็จกลับมาแล้ว ทั้งที่ยังไปไม่ถึงปาจีนยวมัชฌคาม ก็ยิ่งบังเกิดความฉงนใจ ใคร่จะรู้ว่ามีเหตุการณ์อันใดเกิดขึ้น ท้าวเธอถึงได้เสด็จกลับมาเร็วนัก แต่ในขณะเดียวกันก็พากันดีอกดีใจอยู่ที่ไม่น้อย ที่อย่างน้อยๆ ก็มีเหตุให้สามารถประวิงเวลาพระองค์ไว้ได้อีกชั่วระยะหนึ่ง อาจารย์เสนกะก็นึกกระหยิ่มใจว่า “คราวนี้เป็นทีของเราบ้างละ” จึงได้คิดหาเหตุผลเพื่อสนับสนุนสิ่งที่ตนทูลไว้ในครั้งก่อน