ในวันแรกๆที่กระผมฝึกนั่งสมาธิ พอหลับตาปุ๊บกระผมก็เห็นความมืดปั๊บ กระผมก็ดูไปเฉยๆไม่คิดอะไร กระผมนั่งอยู่หลายวันแม้จะยังไม่เห็นอะไรเลย แต่กระผมกลับรู้สึกว่าใจของกระผมเริ่มนิ่งมากขึ้น รู้สึกสบายและมีความสุข...ในวันแรกๆ พอกระผมหลับตาทีไรก็จะฟุ้งจนมึนทุกที จนกระผมต้องลืมตาขึ้น แล้วหลับตาใหม่อยู่หลายรอบ พระอาจารย์สอนให้นึกถึงดวงแก้ว กระผมก็ลองทำตาม แต่นึกไม่ออก
พอดีกับที่ลูกได้ดู DMC พระเดชพระคุณหลวงพ่อแนะนำว่า “ให้เราเล่นตัว ทิ้งสิ่งที่เห็นนอกตัวทั้งหมด ยอมดูความมืดดีกว่า” ลูกจึงทำตาม คราวนี้นั่งมืดเป็นปีๆเลยค่ะ เวลานั่งก็จะได้แต่ความสบาย เห็นแสงสว่างบ้าง แต่ก็นั่งทุกวันไม่เคยเว้น พอมาได้หลักการวางใจจากพระอาจารย์ที่บ้านสวนอุบลฯ ก็เลยเน้นความสบาย พอใจสบายก็ค่อยๆน้อมลงไปในตัว
ลูกขอกราบเรียนด้วยความจริงจากใจว่า ประสบการณ์การนั่งสมาธิของลูกเจอแต่ 3ม. มาตลอด คือ มืด, เมื่อย, มึน ลูกพบกับความปวดเมื่อยร่างกายแบบสุดๆ ปวดศีรษะมาก ปวดต้นคอ ปวดกระบอกตา ปวดตามตัว เหมือนถูกทุบ มืดตื้อมืดมิด นึกนิมิตก็ลำบากยากเย็น แต่ลูกก็ไม่เคยย่อท้อ เมื่อมีเวลาลูกก็มาเข้าร่วมโครงการครั้งแล้วครั้งเล่า รวมเวลาแล้วมากกว่า 10ปี
ไม่ว่าจะเห็นหรือไม่เห็นอะไร ลูกก็ขอแค่ให้ได้นั่งสมาธิ ไม่ยอมขาดเลย จนวันหนึ่งเหมือนลูกตกลงเหว แม้จะตกใจมาก แต่ยังครองสติได้ อยู่ในสภาวะที่พึงพอใจ สักครู่ลูกก็เห็นดวงสว่างเหมือนพระอาทิตย์ ขนาดเท่าฟองไข่ มีแสงสว่างอยู่ที่กลางท้อง ขณะนั้นความสุขก็พรั่งพรูแบบพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเป็นความสุขที่ไม่มีความทุกข์เจือปน เหมือนเอาความทุกข์ออกจากตัวไป กองไว้หน้าบ้าน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้หมู่สัตว์ถูกธรรมนั้นหุ้มห่อ แล้วท่องเที่ยวไปสิ้นกาลนาน เหมือนหมู่สัตว์ผู้ถูกโมหะหุ้มห่อแล้ว ไม่มีเลย ส่วนพระอริยสาวกเหล่าใด ละโมหะแล้ว ทำลายกองแห่งความมืดได้แล้ว พระอริยสาวกเหล่านั้นย่อมไม่ท่องเที่ยวไปอีก เพราะอวิชชาอันเป็นต้นเหตุแห่งสงสาร ย่อมไม่มีแก่พระอริยสาวกเหล่านั้น
ลูกเป็นเด็กเลี้ยงยาก ป่วยบ่อย สามวันดีสี่วันไข้ เคยประสบอุบัติเหตุหลายครั้ง แต่ก็รอดมาได้ บุพกรรมอะไร ที่ทำให้ลูกต้องเป็นเช่นนี้ และบุญอะไรช่วยลูกไว้ให้รอดชีวิต