นึกถึงมาไซ ที่อยู่ในบ้านโครงไม้แล้วมีมูลวัวมาปะแห้ง ส่งกลิ่นให้ผู้มาเยือนต้องผงะ ภายในบ้านก็ปูด้วยมูลวัวเอามาทำเป็นแผ่นๆ ปูเป็นพื้น และมีแหล่งน้ำไกลบ้านต้องเดินเท้าถึงหนึ่งวัน ไม่มีไฟฟ้า อยู่ท่ามกลางดงสิงโต และโรคภัยไข้เจ็บมากมายที่มีในป่า และกว่ามาไซจะได้เงินมาแต่ละ ชิลลิ่ง ก็ลำบาก 5ปีถึงได้เงินครั้งหนึ่ง 5ปีถึงมีอาหารกินอิ่ม
เมื่อชายง่อยได้เข้าเฝ้าพระราชาเพียงลําพัง พระองค์ตรัสถามชายง่อยว่า "ในราชสำนักของเรา มีปุโรหิตปากกล้าคนหนึ่ง เจ้าสามารถทำให้เขาหยุดพูดได้ไหม" ชายง่อยกราบทูลว่า "ถ้าได้มูลแพะประมาณทะนานหนึ่ง ข้าพระองค์ก็สามารถทำได้พระเจ้าข้า"
ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิต ผู้รู้ ผู้มีปัญญา ต้องดำรงตนเป็นทูตสันติภาพได้ด้วย นอกจากจะมีปฏิภาณที่ยอดเยี่ยมแล้ว ต้องไม่มีอคติความลำเอียง และต้องรู้จักแสวงจุดร่วมสมานจุดต่าง คอยประสานรอยร้าวเหมือนเป็นกาวใจ
ภรรยาพระโพธิสัตว์กล่าวปลอบโยนว่า "ข้า แต่นายผู้เจริญ ท่านอย่ากลัวเลย ดิฉันจะอ้อนวอนนายพรานให้ชีวิตแก่ท่าน ถ้าดิฉันอ้อนวอนไม่ได้ ก็จักให้ชีวิตของดิฉันแทน แล้วให้ปล่อยท่านไป" พลางยืนชิดกับพระโพธิสัตว์ผู้มีข้อเท้าที่บาดเจ็บสาหัสอาบไปด้วยโลหิต
พญาเต่าฟังดังนั้นจึงกล่าวให้กำลังใจว่า "เพื่อน ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เราจะช่วยเหลืออย่างสุดกำลังความสามารถ เพราะบัณฑิตทั้งหลาย ย่อมมีความจริงใจต่อมิตรสหาย และคอยให้ความช่วยเหลือในทุกเรื่องอย่างสุดกำลัง"
เขามีชีวิตสะดวกสบายอยู่บนปราสาท ไม่ต้องทำงานอะไรด้วยมือของตนเลย วันหนึ่งเขาได้เกิดความคิดว่า “มหาชน เดินผ่านถนนหน้าบ้านเราไปสู่อารามเพื่อฟังธรรมทุกวัน เราแม้จะอยู่ใกล้เพียงแค่นี้เอง แต่ก็ไม่เคยได้ไปเลย วันนี้เราจะไปวัดไปฟังธรรมเหมือนพวกเขาบ้าง”
กุมาริกาได้กล่าวเตือนพระสติพระมหาสัตว์ต่อไปว่า “ธรรมดาสมณะทั้งหลาย ย่อมไม่พาสตรีเที่ยวไป แต่ทำไมท่านจึงพาภรรยาซึ่งมีรูปงามดุจเทพอัปสรเที่ยวไปด้วยเล่า ภรรยาจะทำให้สมณธรรมของท่านมัวหมอง ท่านจงยินดีในการอยู่คนเดียวเถิด”
ผู้หญิงคนหนึ่ง อยู่ๆเธอก็ต้องมาอยู่ในดงของจระเข้หลายร้อยตัว ทั้งวันได้ยินแต่เสียงร้องคำรามของจระเข้...คุณปู่ของเธอเป็นนักเลงทั้งกายและใจ ต่อมาถูกฆ่าตายในวัยเบญจเพสพอดี...ทำไมคนโบราณมักจะเตือนว่า เมื่อถึงวัยเบญจเพสให้คอยระวัง เราควรจะทำอย่างไรให้ถูกหลักวิชชาเมื่อถึงวัยเบญจเพส...ที่นี่...มีคำตอบ