ในพุทธันดรที่ผ่านมา ลูกอุบาสิกาวาสนาได้เกิดเป็น “กุลธิดาสาวแสนสวยผู้มีจิตใจงดงาม” อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะปานกลางอาศัยอยู่ในเมืองแห่งหนึ่ง มีอาชีพค้าขายผลิตผลทางการเกษตร
“มีน้ำต้องใช้น้ำให้เป็น ใช้ไม่เป็นก็เป็นขี้ข้าน้ำ มีไฟต้องใช้ไฟให้เป็น ใช้ไม่เป็นก็เป็นขี้ข้าไฟ
ตำแหน่ง “มหาเศรษฐี” มักเป็นที่ชื่นชมสนใจของคนในโลก ทุกปีจะมีการจัดอันดับ “ความรวย” ออกแสดงทางสื่อหลายค่ายด้วยกัน
แต่หลังจากบวชอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อนแล้ว ครอบครัวของลูกจึงแปรเปลี่ยนจากครอบครัวขุมห้า เป็นครอบครัวสวรรค์ในทันที
อุบาสิกาแก้วสมศรี เชิดผล
"ท่านอาจารย์ผู้ว่างเปล่า อย่าทำตนเป็นผู้ไม่ว่างอยู่เลย ท่านไม่รู้ตัวหรือว่าขณะนี้ท่านเป็นผู้ที่ประมาทแล้ว ตัวของท่านเป็นเสมือนแผ่นกระดานสำหรับให้คนทั้งหลายเดินข้ามไป ท่านเป็นที่พึ่งให้แก่คนอื่นก็จริงอยู่ แต่ท่านไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้กับตนเองได้ แล้วจะมีประโยชน์อะไร..."
จนมาถึงในสมัยพุทธกาลนี้ ท่านเกิดในตระกูลเศรษฐี มีชื่อว่า โชติกะ ในวันที่ท่านเกิด สรรพาวุธทั่วทั้งเมืองเกิดแสงสว่างโชติช่วง ทั่วทั้งเมืองสว่างไสวไปหมด เมื่อถึงวัยที่จะครองเรือน พระอินทร์ได้เสด็จมาจากเทวโลก เนรมิตปราสาท ๗ชั้น ที่ทำด้วยรัตนะทั้ง๗ มีกำแพง ๗ชั้น แวดล้อมปราสาทอย่างประณีตสวยงาม
ในสมัยพุทธกาล ท่าน สุปปพุทธกุฏฐิ เป็นคนยากจน ต้องเที่ยวขอทานขออาหารเขากินทุกวัน ทั้งยังป่วยเป็นโรคเรื้อนอีกด้วย วันหนึ่งมหาชนได้มาประชุมรวมกัน เพื่อฟังธรรมจากพระบรมศาสดา สุปปพุทธกุฏฐิเห็นมหาชนมารวมกันจำนวนมาก จึงคิดว่า คงจะมีการแจกอาหารเป็นแน่ จึงไปที่นั่นเพื่อจะได้รับแจกอาหารบ้าง แล้ววันนั้นบุญเก่าที่ท่านเคยทำมาในอดีต ก็มาส่งผลพอดี
เมื่อต้นเดือนมกราคม พ.ศ.2551 ดิฉันได้ไปปฏิบัติธรรมที่สวนพนาวัฒน์ ขณะที่กำลังนั่งสมาธิอยู่นั้น ดิฉันก็เห็นตัวเองอยู่บนปากปล่อง และก็เห็นพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯมาปรากฏ บอกว่า “ดิ่งลงไป” ดิฉันก็พยายามดิ่งลงไป แต่ก็ได้ประมาณ 2 ใน 3 ของปล่องแล้วก็ลอยขึ้นมาอีก พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯจึงบอกว่า “ข้าจะดิ่งให้ดู”