บัดนี้อาจารย์ทั้ง ๔ ผู้ที่พยายามให้ร้ายป้ายสีคิดทำลายมโหสถ ทำให้ได้รับความลำบากลำบนหลายครั้งหลายครา ซึ่งมโหสถก็ให้อภัยไม่ถือสาหาความเรื่อยมา ในครั้งนี้ หากมโหสถไม่คิดปราณี ก็เห็นทีว่า พวกเขาคงไม่มีชีวีเหลือรอดเป็นแน่
การณ์ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าผู้ที่เป็นบัณฑิตนั้น เมื่อถูกความริษยาเข้าครอบงำ จิตใจที่เคยสว่างไสวก็พลันเสื่อมคุณภาพกลับมืดมัว เห็นถูกเป็นผิด เห็นดำเป็นขาว คิดกำจัดได้แม้กระทั่งผู้มีพระคุณ ไม่คิดถึงพระคุณของบุคคลผู้ที่เคยเป็นที่พึ่งให้แก่ตน
อาจารย์เสนกะไม่รอช้า รีบชิงกราบทูลก่อนใครๆว่า “ขอ เดชะมหาราชเจ้า ก่อนอื่นข้าพระบาททั้งหลายใคร่จะทูลถามความเห็นของพระองค์ก่อน พระพุทธเจ้าข้า หากได้ทราบความดำริของพระองค์แล้ว พวกข้าพระบาทก็จักได้กราบทูลให้เป็นที่พอพระราชหฤทัยสืบไป พระพุทธเจ้าข้า”
มโหสถบัณฑิตจึงสรุปเพื่อยืนยันมติของตนอีกครั้งว่า “ถูกแล้วท่านอาจารย์ ความเป็นคนจริง พูดจริง ทำจริง เป็นคุณสมบัติที่ถือเป็นหลักของคนได้แน่” แล้วอาจารย์เสนกะก็รุกถามถึงประเด็นสำคัญต่อไปว่า “ผู้ดำรงมั่นอยู่ในความสัตย์จริงแล้ว ควรจะปฏิบัติอย่างไรต่อไป”
ครั้นรัตติกาลใกล้รุ่ง ขณะที่พระเจ้าวิเทหราชกำลังทรงพระบรรทมภายในห้องพระบรรทม เทวดาตนนั้นจึงแสดงกายให้ปรากฏ แหวกกำพูฉัตรออกมาต่อเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้าวิเทหราช ออกมายืนอยู่ในอากาศให้พระเจ้าวิเทหราชได้ทอดพระเนตร พร้อมกับแผ่รัศมีกายให้สว่างไสวสาดกระทบไปทั้งห้องบรรทมของท้าวเธอ
การจะนำกุลสตรีผู้สมบูรณ์ ด้วยสติปัญญา และมารยาทอันงดงามเข้าสู่เรือนในฐานะภรรยาของตนในสภาพที่ไม่มีใครรู้จักเลย นั้น เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง จำเป็นที่จะทำเกียรติคุณของนางให้ปรากฏ และรายงานให้พระนางอุทุมพรเทวีทรงทราบเสียก่อน แล้วจึงค่อยนำนางเข้าเรือนด้วยเกียรติยศอันสูงส่งจึงจะเป็นการเหมาะสม
ในระหว่างเดินทาง มโหสถเป็นห่วงว่านางจะได้รับความลำบาก จึงได้มอบร่มและรองเท้าให้แก่นาง พร้อมกับกล่าวว่า “อมรา น้องรัก เจ้าจงรับร่มและรองเท้าคู่นี้ไว้เถิด เพราะหนทางข้างหน้ายังอีกไกลนัก หากมีร่มกั้นเสียหน่อย ถึงแดดจะแผดกล้าเพียงใด ก็ไม่อาจแผดเผาผิวกายของเจ้าได้ และหากว่าเจ้าได้สวมใส่รองเท้าคู่นี้ ก็จักช่วยป้องกันเสี้ยนหนามตามทางได้เป็นอย่างดี”
ท้าวเธอทรงปลอบพระนางอุทุมพรให้ทรงคลายพระปริวิตก แล้ว ก็ทรงครุ่นคิดหาปริศนาข้อใหม่ที่จะใช้ทดสอบปัญญาราชบัณฑิตของพระองค์อีก ครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่ง ท้าวเธอก็ทรงดำริถึงปัญหาข้อหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นคือปัญหาว่า ระหว่างบุคคลผู้ด้อยปัญญา แต่สมบูรณ์ด้วยยศ และโภคทรัพย์ กับบุคคลผู้เปี่ยมด้วยปัญญาแต่ด้อยยศศักดิ์ นักปราชญ์ทั้งหลายสรรเสริญผู้ใด ว่าเป็นผู้ประเสริฐกว่ากัน
พระเจ้าวิเทหราชได้สดับคำตอบของมโหสถ ก็ยิ่งทรงทราบชัดถึงความเป็นไประหว่างแพะกับสุนัขที่ได้ทอดพระเนตรเห็นผ่าน ทางช่องพระแกล จึงทรงเข้าพระทัยว่า ราชบัณฑิตทั้ง ๕ ล้วนแทงตลอดในปัญหาด้วยปัญญาของตนทั้งสิ้น
ในที่สุดท่านเสนกะจึงตัดสินใจกราบทูลว่า “ขอ เดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทฯ พวกข้าพระพุทธเจ้าตระหนักดีว่า ปัญหานี้มิใช่ปัญหาธรรมดา จักต้องมีเงื่อนงำที่ลึกล้ำอยู่พอสมควร ด้วยเหตุนี้ การที่ฝ่าพระบาททรงมีพระราชประสงค์จะทราบคำตอบในทันที จึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งพระพุทธเจ้าข้า”