ทันใดนั้น พระเจ้าจุลนีจึงทรงประกาศขึ้นในท่ามกลางมหาสมาคมว่า“มา เถิดท่านทั้งหลาย บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องห้ำหั่นมิถิลาให้เป็นจุณ วิเทหราชหรือจะรอดพ้นเงื้อมมือของเราไปได้ เมื่อจับท้าววิเทหะผู้ทรนงตนเสียได้ เราก็จักบั่นศีรษะของมันเสียด้วยพระขรรค์เล่มนี้ล่ะ
มโหสถบัณฑิตจึงได้เรียกเหล่าทหารผู้เป็นสหายบริวารที่เป็นสหชาติทันที แล้วแจ้งแผนการที่จะทำลายพิธีดื่มชัยบานของพระเจ้าจุลนีว่า “สหาย ทั้งหลาย ที่เราต้องเรียกพวกท่านมาประชุมพร้อมกันในครั้งนี้ ก็เพราะมีภารกิจสำคัญ ที่จะต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุก ๆ คนช่วยกันทำให้สำเร็จ”
ฝ่ายพระเจ้าวิเทหราช พระองค์เสด็จเข้าสู่พระแท่นบรรทมตั้งแต่ปฐมยาม จนล่วงเข้ามัชฌิมยามแล้ว ก็ยังมิอาจข่มพระเนตรลงได้ ท้าวเธอเสด็จบรรทมอยู่ด้วยพระหฤทัยกระสับกระส่ายยิ่งนัก ทุกครั้งที่ทรงหวนระลึกถึงใบหน้าของมโหสถบัณฑิต และภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นมาเมื่อตอนกลางวัน ท้าวเธอก็ยิ่งไม่สบายพระทัยเป็นนักหนา
เรื่องราวอันเป็นความลับเฉพาะตนที่ อาจารย์ทั้ง ๔ นำมาเล่าสู่กัน ไม่ต่างอะไรกับคนโง่เขลาเบาปัญญา ที่ผ่าอกของตนแล้วสาวไส้ออกมาพร้อมจะให้หมู่นกกาจิกกิน ช่างน่าสงสารอาจารย์เหล่านั้น ที่หารู้ไม่ว่ามโหสถกำลังแอบฟังความลับทั้งหมดของพวกตนอยู่ในถังข้าวใบนั้นเอง
ครั้นมโหสถบัณฑิตได้พิสูจน์ให้พระเจ้าวิเทหราช ทรงทราบถึงเจตนาที่บริสุทธิ์ของตน กระทั่งเปลื้องมลทินจนหมดสิ้นแล้ว จึงคิดในใจว่า “บัดนี้เป็นโอกาสที่เราจะได้กล่าวทักท้วงพระองค์ในข้อที่ทรงทำเกินกว่าเหตุ เป็นข้อบกพร่องที่พระองค์ควรจะทรงรับรู้ไว้บ้าง”
มโหสถบัณฑิตแลเห็นอำมาตย์นั้นแต่ไกล ก็รู้ทันทีว่าอำมาตย์ผู้นั้นถูกพระราชาใช้ให้มาตาม หาตน ครั้นแล้วจึงดำริต่อไปว่า “บัด นี้ได้เวลาที่เราจะกลับคืนสู่มิถิลานครเสียที เมื่อกลับไปถึงแล้ว เราก็จะได้บริโภคโภชนาหารรสเลิศที่อมราเทวีจัดเตรียมไว้เพื่อต้อนรับ”
นางอมราเทวีเห็นแม่ค้าเปรียงเดินเข้าประตูเรือนไป แล้ว จึงรีบเปิดหม้อเปรียงนั้น แล้วรีบเอามือล้วงลงไปในหม้อ ลองคลำไปคลำมาเพียงครู่เดียว ก็พบวัตถุบางอย่างอยู่ที่ก้นหม้อ ครั้นหยิบขึ้นมาดู จึงรู้ว่าเป็นพระจุฬามณี ซึ่งเป็นเครื่องประดับพระเศียรของพระราชา
ชายหนุ่มจึงรีบฉวยโอกาสขึ้นไปนั่งบนเรือนทันที แล้วก็เริ่มพูดเกี้ยวพาราสีนาง ด้วยท่าทางกรุ้มกริ่ม หวังจะให้นางเอออวยด้วย “นางผู้เจริญ ความรักของบุรุษย่อมเกิดได้ในสตรี มิได้เลือกวัยและฐานะ แม้สตรีก็เช่นกัน วัยและฐานะของบุรุษจะห้ามความรักของสตรีมิได้เลย ฉะนั้นขอนางจงได้ปรานีต่อฉันผู้มอบทุกอย่างแก่นางด้วยเถิด”
แม้พระนางจะตรัสยืนยันเช่นนั้น ท้าวเธอก็ยังไม่ทรงเชื่อ กลับทรงกริ้วหนักยิ่งขึ้น ถึงกับตรัสด้วยพระสุรเสียงน่าเกรงขามว่า “เธออย่ามาปิดบังเราเลย เป็นไปไม่ได้ที่ชายผู้นี้จะทอดทิ้งเธอไป เธอต้องเห็นอะไรอย่างอื่นเป็นแน่ แต่ไม่ยอมบอกเรา กลับกล่าวเท็จเพื่อกลบเกลื่อน จงรีบบอกเรามาตรงๆ มิเช่นนั้น เราจะฟันเธอให้ขาดเป็นสองท่อนเสียเดี๋ยวนี้แหละ”
ธรรมดาว่าคู่หนุ่มสาวเมื่อร่วมเดินทางย่อมสนทนา ปราศรัย ชี้ชวนกันชมนกชมไม้เพื่อบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หนทางที่ว่าไกลก็จะเป็นเหมือนใกล้เพราะมีคนรู้ใจเป็นสหายร่วมทาง แต่สำหรับปิงคุตตระแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ เขากลับพยายามเร่งก้าวเดินเพื่อจะให้ถึงมิถิลานครโดยเร็ว จนทิ้งห่างนางไป