ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะที่ ๓ เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ มีความสิ้นไปแห่งสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ อย่าง เป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในภพนั้น ไม่เวียนกลับมาจากโลกนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยบุคคลนี้คือ สมณะที่ ๓ ในพุทธศาสนา
ผมมักจะรู้สึกเบื่อ รู้สึกว่าชีวิตมันซ้ำซากจำเจ ผมเคยถามตัวเองว่า “เรามีชีวิตอยู่แค่นี้เองหรอ ตื่นเช้าไปทำงาน เย็นกลับมา หาข้าวหาปลากิน เซ็งๆก็ไปดื่มเหล้า เฮฮา
มหาอุบาสิกาวิสาขาคิดว่า คำตอบของพระคุณเจ้าไม่ตรงกัน ต้องมีเหตุอะไรเกิดขึ้นเป็นแน่ จึงได้กราบทูลเรื่องนี้ต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรัสว่า "ดูก่อนวิสาขา พระอรหันต์ทั้งหลายจะอยู่ ณ ที่ใด จะเป็นบ้านหรือป่า ที่ลุ่มหรือที่ดอน สถานที่นั้นย่อมเป็นสถานที่อันน่ารื่นรมย์"
เมื่อต้นเดือนมกราคม พ.ศ.2551 ดิฉันได้ไปปฏิบัติธรรมที่สวนพนาวัฒน์ ขณะที่กำลังนั่งสมาธิอยู่นั้น ดิฉันก็เห็นตัวเองอยู่บนปากปล่อง และก็เห็นพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯมาปรากฏ บอกว่า “ดิ่งลงไป” ดิฉันก็พยายามดิ่งลงไป แต่ก็ได้ประมาณ 2 ใน 3 ของปล่องแล้วก็ลอยขึ้นมาอีก พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯจึงบอกว่า “ข้าจะดิ่งให้ดู”
แม้แต่สัตว์เดียรัจฉานในแคว้นกุรุ ยังประกอบด้วยการเจริญสติถึงเพียงนี้ ไม่ยอมเป็นผู้ประมาทในชีวิตแม้มีมรณภัยมาถึง เราทุกคนซึ่งได้โอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ มีชีวิตที่ประเสริฐกว่า มีสองแขนสองขา มีสติปัญญา สามารถทำความดี ได้เต็มที่มากกว่า เราจึงควรดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท
ผมกราบขอบพระคุณ พระเดชพระคุณหลวงพ่อมากๆนะครับ ที่ทำให้ผมและครอบครัวได้มีส่วนในบุญใหญ่ สร้างหลังคามหารัตนวิหารคด ผมคิดว่า การทำบุญก็เหมือนกับการฝากเงินกับธนาคาร คือ ถ้าเราฝากเร็ว เราก็จะได้ดอกเบี้ยเร็ว ถ้าฝากช้า ก็จะได้ดอกเบี้ยช้า ครอบครัวของผมเลือกที่จะฝากเร็วครับ
ปกติของคนตระหนี่จะไม่ชอบให้ ทาน เพราะเขากลัวความจน กลัวว่าทรัพย์ที่ให้ไปจะสูญเปล่า แต่ผู้รู้กลับบอกว่า ยิ่งให้จะยิ่งได้ เพราะการทำความดีใดๆ ที่จะไม่ส่งผลนั้น เป็นไม่มี หากเริ่มดำรงตนอยู่ในสถานะของผู้ให้ ใจของเราจะสูงขึ้น เป็นอิสระจากความตระหนี่ และจะขยายออกไปอย่างไม่มีประมาณ เมื่อถึงขีดถึงคราวที่บุญส่งผลจะได้รับเกินควรเกินคาดทีเดียว แม้ตัวเรายังรู้สึกอัศจรรย์ในตัวเอง
พรรษานี้ชื่อว่า พรรษาแห่งการบรรลุธรรม วันนี้ก็เป็นวันสว่าง วันพระขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันที่ 30 ของการเข้าพรรษานี้แล้ว...
เราเป็นไข้หนักนั่งอยู่ที่โคนไม้ในป่าชัฏใหญ่ เป็นผู้ควรได้รับความกรุณาอย่างยิ่ง พระศาสดาพระนามว่า ติสสะ ทรงอนุเคราะห์ เสด็จมาหาเรา เรานั้นนอนอยู่ ได้ประณมอัญชลีเหนือเศียรเกล้า เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ แล้วได้ทำกาละ ณ ที่นั้น ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้อุดมบุรุษ ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย