เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้แจ้งข่าว และมีความห่วงใยต่อผู้ประสบภัยจากพายุที่ประเทศพม่า และพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ชวนกระผมให้มาร่วมบุญนี้ กระผมฟังแล้วก็ไม่นิ่งนอนใจ เมื่อคืนนี้ ติดต่อขอทำบุญทันที
วันนั้น กระผมตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นภาพพระภิกษุมารวมกันเป็นเรือนแสน รู้สึกได้ทันทีว่า ประเทศไทยเป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนาจริงๆ ชื่นชมประเทศไทยที่เป็นเมืองพุทธ ตั้งแต่กษัตริย์จนถึงบุคคลทั่วไป ต่างให้ความเคารพแก่นักบวช
เมื่อถึงเวลาสว่าง หลังจากที่กระผมได้พาพี่น้องชาวปวาเก่อญอนั่งสมาธิแล้ว เราจึงออกเดินทางไปยังพื้นที่ที่เราจะทำการขุดขยายถนนเป็นจุดปฐมเริ่มครับ โดยจุดเริ่มต้นขยายถนนนั้นเราเลือกจุดที่ยากและจุดที่อันตรายที่สุดก่อนครับ เป็นยอดเขาหัวโล้นที่ดินมีสภาพเป็นหินเป็นส่วนใหญ่ครับ
จากนั้น ก็เห็นองค์พระอยู่ในดวงแก้ว ผุดขึ้นมาแล้วขยายใหญ่ จนใหญ่กว่าตัวลูกเณร สว่างมากๆ เหมือนมีพระอาทิตย์ 100ดวง องค์พระท่านหันหน้าทางเดียวกับลูกเณร ลูกเณรสังเกตเห็นเกศดอกบัวตูม เห็นจีวรขององค์พระ ท่านลืมตาและยิ้มให้ลูกเณรด้วย รู้สึกว่าใจสงบนิ่งมาก มีความสุขมาก
เมื่อได้มาอยู่ที่สวนลิ้นจี่ สถานที่สงบ เย็นสบาย ซึ่งเหมาะมากๆกับการบำเพ็ญสมณธรรม และยังมีกิจกรรมพิเศษ ที่มีชื่อ กิจกรรมว่า “รุ่น 64ปี ยกชั้นเข้าถึงธรรม บูชาธรรมพระพ่อ” ซึ่งเป็นกิจกรรมส่งเสริมให้ตรึกธรรมะทั้งในรอบและนอกรอบครับ เพื่อยกชั้นเข้าถึงธรรมให้เป็นของขวัญวันคล้ายวันเกิด บูชาธรรมพระเดชพระคุณหลวงพ่อก่อนถึงวันคุ้มครองโลกครับ
จากนั้น กระผมได้ขึ้นปฏิบัติธรรมที่สวนเพชรแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ คราวนี้กระผมใช้เทคนิคที่จำมาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อสอนว่า “นึกได้ก็เห็นได้ การนึกถึงองค์พระให้นึกเหมือนเรานึกหน้าคุณพ่อ-คุณแม่” กระผมทำตามนี้ทุกวันทั้งวัน
ลูกคิดว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ช่างมีพระคุณกับพวกเราคณะครูและเด็กดี V-Star เหลือเกิน ที่นอกจากจะเมตตา มอบทุนฟื้นฟูศีลธรรมโลกแล้ว ยังเมตตาให้นโยบาย แนวคิด และแนวทาง เพื่อให้การทำงานฟื้นฟูศีลธรรมโลกบรรลุเป้าหมาย โดยพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ลงมือทำให้ดูก่อน ด้วยการทำหน้าที่เป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่
แม้โรงเรียนของเราจะเป็นเพียงจุดเล็กๆในสังคม แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของแสงสว่าง ที่พวกเราคณะครูและนักเรียนทุกคน กำลังช่วยกันขยายผลไปยังโรงเรียนต่างๆในจังหวัดศรีสะเกษ และโรงเรียนในเครือราชประชานุเคราะห์ทั่วประเทศค่ะ และก็จะตั้งใจทำโครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลกนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้เป็นความดีที่ยั่งยืนค่ะ
ลูกก็ไม่ได้ภาวนา “สัมมา อะระหัง” อีก เพราะใจหยุดเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไร เชื่อคำคุณครูไม่ใหญ่ที่บอกว่า มีอะไรให้ดูก็ดูกันไป ลูกยิ่งมององค์พระก็ยิ่งงาม ยิ่งมีความสุข เหมือนที่ลูกเคยได้ยินใครเคยบอกไว้ว่า “สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ” มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ช่างเป็นความสุขที่ไม่อาจบรรยายได้ เป็นความสุขที่มาเติมเต็มให้กับชีวิต ไม่เหมือนความสุขแบบพร่องๆ อย่างที่เคยพบในทางโลก
เพราะตอนนี้สังคมขาดศีลธรรม คนขาดจิตสำนึก สังคมก็เลยเฟะ ในฐานะที่ลูกเป็นครูและเป็นผู้บริหาร เราต้องเริ่มต้นนับหนึ่งที่ตัวเรา ถ้าเราไม่นับหนึ่ง สอง...สาม...ก็จะไม่มี ลูกคิดว่าสิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทำ โดยการเป็นผู้ที่ดำริและเริ่มต้นนับหนึ่งก่อน ตอนนี้ได้ทำให้เกิดแรงบันดาลใจให้กับลูกและคุณครูเป็นจำนวนมาก ที่จะช่วยกันก้าวเดินต่อไป