ในยุคของพระวิปัสสีพุทธเจ้า พระพากุลเถระได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ ณ กรุงพันธุมวดี ต่อมาได้ออกบวชเป็นดาบสฤๅษี และบำ เพ็ญเพียรจนได้ฌาน จนกระทั่งวันหนึ่ง ท่านได้ทราบข่าวการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ไปเข้าเฝ้าเพื่อฟังธรรมแล้วเกิดจิตเลื่อมใส ทำให้ท่านถือเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะ อีกทั้งยังหมั่นมาฟังธรรมและคอยดูแลอุปัฏฐากพระศาสดาตามโอกาสสมควร
ย้อนไปหนึ่งอสงไขยกับอีกแสนกัป ซึ่งตรงกับสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสีในชาตินั้น พระพากุลเถระได้เกิดในตระกูลพราหมณ์แต่พอร่ำเรียนพระเวทจบแล้ว ก็รู้สึกว่า ไม่ใช่หนทางแห่งการหลุดพ้น จึงตัดสินใจออกบวชเป็นดาบสฤๅษีบำเพ็ญเพียรจนได้อภิญญา 5 และสมาบัติ 8 จากนั้นก็เสวยสุขอยู่ในฌาน
พุทธประวัติ พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน
ถ้าเธอปรารถนาบรรลุพระโพธิญาณ เปรียบเหมือนหม้อน้ำที่ใครคนหนึ่งคว่ำปากลง น้ำก็ออกจากหม้อมิได้เหลืออยู่เลย มิได้รักษาน้ำไว้ในหม้อนั้น แม้ฉันใด เธอเห็นยาจกทั้งหลายทั้งที่เป็นชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูงก็ตาม จงให้ทานโดยไม่เหลือ เหมือนหม้อน้ำที่เขาคว่ำปาก ฉันนั้นเหมือนกัน
เรื่องของ พระเถระรูปหนึ่ง มีนามว่า จุลปันถกเถระ เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในสมัยพุทธกาล กว่าท่านจะมีวันนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มีที่มาที่ไปโดยมีบุญและบาปอยู่ฉากหลัง (เพราะท่านเคยว่าผู้อื่นโง่)
นารทดาบสต้องการให้พระโพธิสัตว์สมาทานมั่น จึงถวายข้อคิดว่า “พระองค์ เพียงแต่ทรงเพศบรรพชิตนี้ จะสำคัญว่า เราข้ามพ้นกิเลสแล้วหาได้ไม่ กรรมคือกิเลสนี้ ไม่ใช่ว่าจะพึงข้ามได้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เพราะยังมีอันตรายอยู่มาก”
ดูก่อนสุเมธดาบสจำเดิมแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญทานบารมีข้อแรกให้เต็ม หม้อน้ำที่ควํ่าแล้ว ย่อมคายน้ำออก ไม่เหลือ ไม่นำกลับเข้าไปอีกฉันใด แม้ท่านเมื่อไม่เหลียวแล ทรัพย์ ยศ บุตร ภรรยาหรืออวัยวะน้อยใหญ่ ให้สิ่งที่เขาต้องการ อยากได้ทั้งหมด แก่ผู้ขอที่มาถึง กระทำมิให้มีส่วนเหลืออยู่ จักได้นั่งที่โคนต้นโพธิ์ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระฤาษีได้ช่วยเหลือทุฏฐกุมารผู้มีใจโหดร้ายให้รอดพ้นจากกระแสน้ำที่ไหลหลาก แต่ทุฏฐกุมารกลับโกรธแค้นที่ฤาษีดูแลและให้ความสำคัญกับชีวิตสัตว์มากกว่าตน เลยผูกใจเจ็บและได้สั่งตัดหัวพระฤาษีทันทีเมื่อได้โอกาส
ณ นครสาวัตถี มีภิกษุรูปหนึ่งเมื่อได้บวชแล้วก็ไม่สามารถตัดกิเลสได้ แต่ละวันได้แต่คิดถึงภรรยาจนไม่สามารถปฏิบัติกิจสงฆ์ได้