เหตุการณ์ในครั้งนี้ ดูเหมือนว่ามโหสถจะสิ้นปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตนเองอย่างสิ้นเชิง แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ที่ท่านต้องหนีไปก่อนนั้น เพราะต้องการให้เกิดการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ซึ่งเมื่อตนหลบไปก่อนแล้ว พระราชาก็จะไม่ระแวงในกำลังคนของตน และในไม่ช้าความจริงก็ต้องปรากฏ
ครั้นได้รู้ว่าต่างคนต่างก็มาด้วยวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน อาจารย์กามินทะจึงเงียบเสียง ปล่อยให้อาจารย์เสนกะบ่นงึมงำไปคนเดียว “อืมม... หนึ่งคน สองคน สามคน นี่สามคนแล้ว รออีกหน่อย เดี๋ยวก็คงครบชุดแน่ๆ” อาจารย์เสนกะยังไม่ทันกล่าวจบ ร่างของอาจารย์เทวินทะก็ร่วงหล่นลงมากลางวง เสียงร้องอึกทึกก็ดังขึ้นอีก
อาจารย์เสนกะผู้เป็นราชบัณฑิตแห่งมิ ถิลานคร แต่ก่อนนั้นเคยแต่ปราบทิฐิมานะของบุคคลอื่น เป็นที่เคารพนับถือของคนทั้งเมือง แม้แต่พระเจ้าวิเทหราชผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังต้องเชื่อฟัง จะประกอบราชกิจอันใด หากมิได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์เสนกะแล้ว ราชกิจนั้นก็ต้องมีอันหยุดชะงักทันที แต่คราวนี้ อาจารย์เสนกะกลับต้องมาเสียทีให้แก่อิสตรีอย่างสิ้นเชิงชาย
กระทั่งวันหนึ่ง ก็มีของขวัญล้ำค่าบรรจุห่ออย่างดี ถูกส่งจากเรือนของอาจารย์เสนกะเพื่อนำมามอบให้แด่นางอมรา นางอมราเทวีได้รับบรรณาการที่มีผู้นำมาให้แล้ว ก็รู้ความประสงค์ของอาจารย์เสนกะ นางจึงดำริในใจว่า “ช่างน่าขันเสียจริง จู่ๆเสือก็เผ่นเข้ามาหาจั่นเอง ทีนี้ล่ะ เราจะทำให้อาจารย์ทั้งสี่ได้รู้จักเข็ดหลาบเสียบ้าง”
นางอมราเทวีคาดการณ์ในใจว่า อีกไม่ช้าก็คงจะมีนางทาสจากเรือนของอาจารย์กามินทะและอาจารย์เทวินทะนำสิ่ง ของอื่นๆมาขายให้กับนางอีกเป็นแน่ แล้วก็เป็นไปตามที่นางคาดคิดไว้จริงๆ คือเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น ก็มีแม่ค้าขายผัก หิ้วกระเช้าผักมาจากเรือนของอาจารย์กามินทะ ภายในกระเช้านั้น ปรากฏมีผ้ากัมพลคลุมพระแท่นบรรทมพับเก็บไว้อย่างด
ขณะนั้นเป็นเวลาบ่าย นางอมราผู้ซึ่งบัดนี้ได้รับพระราชทานตำแหน่งสะใภ้หลวง และให้เฉลิมนามว่า “อมราเทวี” นางประดับกายด้วยผ้าแพรพรรณอันประณีตและเครื่องประดับเลอค่าที่ได้รับพระ ราชทานจากเจ้าเหนือหัว นางค่อยๆก้าวขึ้นสู่วอทองที่ตบแต่งอย่างอลังการ ด้วยท่วงทีงามสง่าดุจนางพญาหงส์ทอง
นางอมราได้ยินพระนางเจ้าอุทุมเทวีตรัสทักทายสามีของ ตนเช่นนั้น ก็รู้สึกแปลกใจยิ่งนัก จึงเหลียวมามองมโหสถผู้เป็นสามีด้วยสีหน้างงงวย แต่มโหสถกลับยิ้มให้นางอย่างปกติ เป็นเหตุให้นางยิ่งฉงนใจ พร้อมกันนั้นก็มีคำถามเกิดขึ้นในใจมากมาย
พระนางอุทุมพรเทวีจึงทรงดำริในพระทัย “โธ่เอ๋ย! นึกว่าจะวิเศษสักปานใดหนอ ที่แท้บุรุษนี้มาทอดทิ้งเราไป เพราะเหตุที่เขาเป็นกาลกรรณีนี่เอง บุญบันดาลให้เราก้าวขึ้นสู่ฐานะอันสูงส่งถึงเพียงนี้ ที่ไหนเลย ชายผู้นี้จักคู่ควรกับเราได้เล่า” พระนางทรงดำริในพระทัยเช่นนี้แล้ว ก็ทรงพระสรวลออกมาเบาๆ โดยหารู้ไม่ว่าทุกอากัปกิริยาของพระนางนั้น ตกอยู่ในสายพระเนตรของพระราชสวามีตลอดเวลา
ขณะที่กำลังเสด็จผ่านต้นมะเดื่อนั้น ท้าวเธอก็ทรงทอดพระเนตรเห็นนางนั่งอยู่ลำพังผู้เดียวบนคาคบต้นมะเดื่อ จึงทรงขอเหนี่ยวพระคชาธารให้หยุดรอ ขณะที่เหล่าข้าราชบริพารที่เหลือ ต่างพากันจ้องมองนางอย่างไม่กระพริบตา
"ดูก่อนคฤหบดี เวลามพราหมณ์ ก็คือเราตถาคตนี่แหละ เราแม้เมื่อให้ทานมากมายเห็นปานนั้น ก็ไม่ได้มีบุคคลผู้สมควรจะมารับทักษิณาทานของเรา แม้เพียงคนเดียว ถึงกระนั้นก็ส่งผลให้ได้เสวยทิพยสมบัติในสวรรค์เป็นเวลายาวนาน ส่วนท่านได้ให้ทานแด่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข นับว่าได้โอกาสอันเลิศแล้ว เพราะฉะนั้น จงยินดีในการให้ทานต่อไปเถิด"