ผมฟังแล้วก็...โอ...หลวงพ่อของเรานี่ไม่ธรรมดา ท่านเป็นต้นแบบจริงๆเลย ท่านนะเป็นสุดยอดพระผู้ประหยัดในการใช้สิ่งของต่างๆเลยครับ จีวรของท่าน ท่านจะใช้อย่างไรก็ได้ เพราะมีคนมาถวายท่านเยอะแยะ แม้กระทั่งพระเณรสอบได้ที่หนึ่ง ที่สอง สอบเปรียญได้ หลวงพ่อ...ท่านจะมีผ้าไตรแพรอย่างดีถวาย แต่ตัวหลวงพ่อเองกลับใช้ของที่ชำรุด เย็บปะเอาพอใช้ได้
ผมเห็นหลวงพ่อ...ท่านรับแขก โดยช่วงเย็นจะมีญาติโยมไปพบท่าน หลังจากหลวงพ่อ...ท่านทำวัตรแล้ว แต่ละคนไปเล่าให้ฟังว่า เป็นโรคอะไร มีอาการอย่างไร หลวงพ่อก็บอกว่า เขียนมาว่ามีอาการของโรคเป็นอย่างไร ท่านให้เขียนชื่อ นามสกุล ที่อยู่ แล้วไปใส่ตู้ไว้ ตู้อยู่หน้ากุฏิของท่าน ผมและเพื่อนไปช่วยกันเก็บจากตู้ไปใส่ในโถไว้ให้หลวงพ่อ แล้วท่านก็จะนำไปแก้ให้ในโรงงาน
น่าอัศจรรย์ครับ คนมารับพระจากท่านก็หลายหมื่นคน แต่ท่านก็ยังจำได้ว่าท่านได้ให้ไปแล้ว หลวงพ่อ...ท่านกล่าวว่า พระของท่านเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ทำเพื่อเป็นธุรกิจการค้า แต่เพื่อเป็นของขวัญให้กำลังใจแก่ผู้ที่ศรัทธา แต่ถ้าผู้ใดคิดไม่ดี ถ้าเอาของท่านไปทำอย่างหนึ่งอย่างใดมา มันก็เกิดอันตราย เช่นเรื่องนี้
“พวกแกไม่ต้องกลัวอด วิชชาธรรมกายจะเลี้ยงพวกแกได้ตลอดไป ขอให้ตั้งใจปฏิบัติกันก็แล้วกัน แล้วไม่มีวันอด วิชชาของเรามันเป็นวิชชาที่จริง ถึงจะถูกอะไรปิดบังก็ชั่วครั้งชั่วคราวเดี๋ยวก็หาย พวกแกคอยดูต่อไปเถอะ วิชชาธรรมกายต่อไปจะคลุมทั้งประเทศ แล้วถ้าตั้งใจปฏิบัติกันจริงๆ จะคลุมทั้งโลก จะป้องกันศาสนาได้ เพราะวิชชาธรรมกายเป็นวิชชาจริง พิสูจน์ได้”
วันหนึ่งท่านมาพูดในโบสถ์ว่า “พวกแกไม่ต้องกลัวอด วิชชาธรรมกายจะเลี้ยงพวกแกได้ตลอดไป ขอให้ตั้งใจปฏิบัติกันก็แล้วกัน แล้วไม่มีวันอด วิชชาของเรามันเป็นวิชชาที่เป็นของจริง” ท่านว่าอย่างนี้ แล้วก็ไม่อดจริงๆครับ อยู่กับหลวงพ่อก็สบายอย่างนี้ครับ
หลวงพ่อ...ท่านตั้งใจที่จะส่งเสริมให้พระเณรได้เรียนฝ่ายปริยัติ ส่วนฝ่ายปฏิบัติท่านสอนเอง ในที่ปีผมไปอยู่ที่นั่น เป็นปีแรกที่หลวงพ่อเปิดสำนักเรียน เปิดโรงเรียน ผมเรียกว่าเป็นนักเรียนรุ่นแรกของวัดปากน้ำ ในสมัยนั้นหลวงพ่อจะให้กำลังใจดีมาก ท่านส่งเสริมการเรียนอย่างดียิ่ง ยิ่งเป็นสามเณรเล็กๆ หลวงพ่อจะให้ความเมตตาเป็นพิเศษนะครับ
พระใน 4จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพระนักต่อสู้ ท่านอยู่เพื่อนยืนหยัดตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยไม่เกรงกลัวภัยใดๆ แต่ท่านอยู่อย่างขาดแคลนปัจจัยสี่ เราจึงได้พร้อมใจกันมาใส่บาตรในวันนี้ เพื่อจะยืนยันว่า ศาสนาพุทธในผืนแผ่นดินไทยของเรายังมั่นคงอยู่ได้ตลอดไป และเพื่อให้พุทธบุตรทุกรูป 4จังหวัดชายแดนภาคใต้ 266วัดได้รับทราบว่า ท่านไม่โดดเดี่ยวเดียวดาย
พออ่านไป...อ่านไป...ผมก็รู้สึกว่า มันโดนตัวเองอย่างจัง คิดว่า ทำไมมันช่างเหมือนความรู้สึกของผมเสียเหลือเกิน ผมโทรศัพท์ติดต่อผู้นำบุญทันที (ชื่อ พี่อ้อย เป็นคุณแม่ของ คุณองอาจ ธรรมนิทา) และนับจากวันนั้น ประตูใจที่ถูกปิดมานานเกือบ 20ปี ก็เริ่มแง้มเปิดขึ้น ทำให้ผมยอมมาวัดครั้งแรก เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2549 ซึ่งตรงกับช่วงธุดงค์ปีใหม่พอดี