วันนั้น ผมนั่งสมาธิตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อนำนั่ง ผมประทับใจน้ำเสียงของพระเดชพระคุณหลวงพ่อมากครับ เพราะฟังแล้วนุ่มนวล อบอุ่น ให้ความรู้สึกปลอดภัย และทรงพลัง ฟังเพลินอย่างไร้ความคิดในสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น ผมจัดท่านั่งสบายๆ วางใจเบาๆ ไม่คิดอะไร ตัวก็เบา โล่ง โปร่ง สบาย ขยาย สว่าง สามารถรวมใจที่ศูนย์กลางกายได้ แล้วสักครู่ ก็มีองค์พระแก้วใสผุดที่ศูนย์กลางกาย
หนูได้ปฏิบัติธรรมตามเสียงของหลวงพ่อ คือเอา ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ทำใจสบายที่กลางท้อง ปล่อยใจตามเสียงหลวงพ่อไปเรื่อยๆ นั่งไปประมาณชั่วโมงครึ่ง รู้สึกสบายมากๆ สักพักก็พบกับสิ่งที่ทำให้หนู หาคำอธิบายไม่ถูกค่ะ
พระองค์ทรงกลัวที่จะได้ครองราชย์แล้วต้องกลับไปสู่นรกนั้นอีก ตั้งแต่นั้นมา จึงทรงอดทนนิ่งเฉย ไม่ทรงขยับเขยื้อนพระหัตถ์และพระบาท ทั้งไม่ตรัสอะไรอีกเลย ปล่อยให้คนทั้งหลายเข้าใจพระองค์ว่าเป็นคนเขลา เป็นคนกาลกิณ
สุนันทสารถีเมื่อได้ฟังเหตุผลอย่างชัดเจนก็เข้าใจ เกิดความเลื่อมใสว่า แม้พระราชกุมารผู้เป็นรัชทายาทยังมีพระประสงค์จะทรงผนวช แล้วตัวเราจะอยู่ครองเรือนไปทำไม จึงกราบทูลว่า
ข้าแต่พระราชกุมาร พระวาจาของพระองค์ช่างไพเราะเสียจริง พระองค์มีพระดำรัสตรัสสละสลวยถึงเพียงนี้ แต่เหตุไฉน ก่อนนี้พระองค์ถึงไม่ทรงตรัสสิ่งใดกับพระชนกและพระชนนีเลย ขอพระองค์จงเสด็จกลับพระนครเถิด การอยู่ในป่าคนเดียวจะมีประโยชน์อะไร
จึงกลับมาแลดูพระองค์ก็จำได้ ว่า ใช่พระเตมิยราชกุมารแน่แล้ว จึงหมอบลงแทบพระบาทของพระโพธิสัตว์ ประคองอัญชลีทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระราชโอรส ขอพระองค์จงเสด็จกลับพระนครเถิด ข้าพระบาทจะนำพระองค์กลับสู่ราชมณเฑียร ขอพระองค์จงครองราชย์สมบัติ ขอจงทรงพระเจริญ พระองค์จะอยู่ทำอะไรในป่านี้เล่า
ดูก่อนสารถี เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกะผู้ให้ทานในกาลก่อน เราเป็นโอรสของพระเจ้ากาสิกราชผู้ที่ท่านกำลังจะฆ่าเสียในหลุมนั่นแหละ เราเป็นโอรสของพระราชาผู้ที่ท่านอาศัยร่มพระบารมีเลี้ยงชีวีตอยู่ ดูก่อนสารถี ถ้าท่านฆ่าเราเสียในป่า ท่านก็ทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม