มโหสถจึงได้ตกลงกับบิดาว่า “ขอให้ท่านพ่อพร้อมด้วยอนุเศรษฐีพันหนึ่งเป็นบริวาร จงเดินทางล่วงหน้าไปเฝ้าเจ้าเหนือหัวก่อน ..แต่ว่าเมื่อไปก็อย่าได้ไป มือเปล่า จงเอาผอบไม้จันทน์เต็มด้วยเนยใสติดมือไปถวายด้วย เมื่อพระราชาตรัสปฏิสันถารกับพ่อแล้ว ก็จักตรัสเรียกให้นั่ง ท่านพ่อก็จงหาที่นั่งอันสมควรเถิด
ความริษยานั้น เมื่อมันเข้าครอบงำใจบุคคลใด ก็ย่อมทำให้บุคคลนั้นมีจิตใจคับแคบ ทนไม่ได้เมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีมีสุขกว่าตน เร่าร้อนอยู่ด้วยไฟแห่งริษยา จากคนที่มีปัญญามาก มีความสง่าผ่าเผย กลับต้องปิดบังซ่อนเร้นการกระทำที่ไม่ซื่อของตน ก็จะกลายเป็นคนอาภัพไร้ยศศักดิ์ในที่สุด
ชายผู้เป็นหัวหน้ามิได้สะทกสะท้าน ได้กราบทูลอย่างองอาจว่า “หามิได้พระเจ้าค่ะ พระองค์มิได้รับสั่งให้พวกข้าพระองค์ลุยโคลนเช่นนี้ แต่ก่อนหน้านี้ พระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการให้ชาวบ้านปาจีนวยมัชฌคามส่งสระมาถวายมิใช่หรือ พระเจ้าข้า”
“คืออย่างนี้พระเจ้าค่ะ... วานนี้พระองค์เพียงแต่รับสั่งให้ฟั่นเชือกทรายมาถวายเส้นหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ทรงกำหนดขนาดให้แน่ชัด ว่าจะให้ฟั่นกี่เกลียว และฟั่นในลักษณะใด พวกข้าพระบาทต่างก็ไม่แน่ใจ จึงกลับมาทูลถามขนาดและรูปแบบให้แน่ชัด เพื่อจะได้ทำมาถวายให้ถูกต้องตามพระประสงค์ ดังนั้น ขอพระองค์ทรงโปรดพระราชทานเชือกทรายเส้นเก่าให้พวกข้าพระพุทธเจ้านำไปดู เป็นตัวอย่างสักคืบหนึ่งก็เพียงพอแล้ว พระเจ้าข้า”
มโหสถทำท่าจะหัวเราะ แล้วก็ไม่กล่าวอะไรเลย จึงถามขึ้นว่า “พ่อมโหสถ พวกเราจะทำอย่างไรกันดี เห็นทีว่าคราวนี้คงต้องถูกปรับแน่ๆ ” พอถูกถามเช่นนั้น มโหสถจึงตอบพลางยิ้มอย่างเบิกบานว่า “ปัญหานี้ ไม่ว่าใคร ก็ไม่อาจจะแก้ได้ด้วยเหตุผลธรรมดาทั่วไป แต่จะพึงแก้ได้ด้วยการย้อนปัญหาเท่านั้น”
นับแต่นั้นมา พระเจ้าวิเทหราชก็ได้ผูกปัญหาส่งไปทดสอบชาวปาจีนยวมัชฌคามอย่างต่อเนื่องมิ ได้ขาด ทั้งนี้ทรงมีพระราชประสงค์จะวัดปัญญานุภาพของมโหสถบัณฑิตแต่เพียงผู้เดียว เท่านั้น แต่ครั้นจะทรงส่งปัญหาไปถึงมโหสถโดยตรง ก็เกรงว่าจะเป็นการจำเพาะเจาะจงจนเกินไป ดังนั้น จึงได้มอบให้เป็นภาระของชาวปาจีนยวมัชฌคามทุกคนที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน แต่นับวันปัญหานั้นก็จะยิ่งทวีความยากขึ้นไปเรื่อยๆ
เรื่องราวของนายโคฬกาฬ ที่่ทั้งเีตี้ยและดำ แต่เขากลับได้ภรรยาที่่สวยงดงาม ซึ่งต่างกันราวฟ้ากับดิน ด้วยความพยายามยอมมอบกายถวายตัวให้กับบิดามารดาของนาง สุดแต่เขาจะใช้สอย งานหนักก็เอางานเบาก็สู้ ทำเต็มที่เต็มหัวใจ ไม่มีบ่ายเบี่ยงหรือเกี่ยงงาน
ยักษิณีตนหนึ่งซึ่งสิงสถิตอยู่ในราวป่า ถูกความหิวบีบคั้นมานาน เฝ้ารอคอยโอกาสที่จะจับมนุษย์ผู้อ่อนแอกินเป็นอาหาร ครั้นเห็นหญิงนั้นอุ้มลูกน้อยผ่านมาทางที่อยู่ของตน ก็ปรารถนาจะกินทารกนั้นเป็นอาหาร จึงติดตามมาจนถึงสระโบกขรณี จ้องหาโอกาสที่จะชิงทารกไปจากอ้อมอกของนาง
ในที่สุดศาลาหลังนี้จึงปรากฏว่าสง่างามล้ำสมัย เปรียบได้กับสุธรรมาเทวสภาบนสรวงสวรรค์ ได้ชะลอมาสู่ภพมนุษย์ ด้วยเหตุที่มโหสถบัณฑิตได้จัดการทุกสิ่ง โดยมุ่งเพิ่มพูนทานบารมีของตนให้ยิ่งๆขึ้นไป ศาลาหลังนี้จึงได้ก่อประโยชน์แก่มหาชนเป็นอันมาก ในกาลนั้น มโหสถบัณฑิตได้รับความเคารพ นบนอบ บูชา ได้เป็นเสมือนกาลสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์น้อยๆ เสด็จอุบัติขึ้นในโลกทีเดียว
วันนี้เรามาศึกษาประวัติการสร้างบารมีในพระชาติที่ สำคัญอีกชาติหนึ่ง ที่พระองค์ทรงมีปัญญาเฉียบแหลมและลึกซึ้ง แม้ครั้งพระองค์ยังเป็นเด็กน้อยอยู่แต่ก็มีปัญญาไม่ด้อยไปกว่ามหาบัณฑิตของ พระราชาทั้ง ๔ ท่าน ซึ่งถือว่ามีปัญญาสูงสุดของพระนคร