เมื่อได้ฟัง พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว เทศน์ในมงคลชีวิตว่า “ถ้าคนไม่มีศีลเอาไปแลกกับหมา ชาวบ้านยังไม่เอาเลย” ซึ่งก่อนหน้านั้นผมผิดศีลเกือบทุกข้อ ฟังแล้วก็ได้คิด “เอ...เรายังมีค่าน้อยกว่าสุนัขเลยเหรอ” จึงฮึด ตัดใจหักดิบทีละข้อ จนมาถึงข้อที่ยากที่สุดคือข้อ5 แล้วผมก็หยุดดื่มได้ตลอดช่วงเข้าพรรษา
การจะนำกุลสตรีผู้สมบูรณ์ ด้วยสติปัญญา และมารยาทอันงดงามเข้าสู่เรือนในฐานะภรรยาของตนในสภาพที่ไม่มีใครรู้จักเลย นั้น เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง จำเป็นที่จะทำเกียรติคุณของนางให้ปรากฏ และรายงานให้พระนางอุทุมพรเทวีทรงทราบเสียก่อน แล้วจึงค่อยนำนางเข้าเรือนด้วยเกียรติยศอันสูงส่งจึงจะเป็นการเหมาะสม
ต่อมา ได้ฟังเทศน์จาก พระอาจารย์อารักษ์ พูดถึงคุณยายอาจารย์ว่า คุณยายเคยเป็นผู้จัดการบ้าน วันๆกว่าจะได้นั่งสมาธิต้องทำงานบ้านให้เสร็จก่อน เวลานั่งก็ต้องแอบๆนั่ง ส่วนพวกเราแสนจะสบายทุกอย่าง กินนอนนั่งอย่างสบาย ถ้าเข้าไม่ถึงก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร บทเทศน์นั้นส่งพลังคำพูดมาสู่ใจลูกให้ฮึดสู้ว่า “ครูอย่างยายยังทำได้ ศิษย์อย่างเราก็ต้องทำได้” จึงเพิ่มชั่วโมงหยุดนิ่งใจอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
ครั้นท้าวเธอได้สดับดังนั้น ก็ทรงมีพระราชหฤทัยโสมนัสเปรมปรีด์ เพราะธรรมดาแก้วมณีนั้น ชื่อว่าเป็นของมงคลล้ำค่า และหาได้ยากยิ่ง ท้าวเธอจึงเปล่งพระอุทานขึ้นว่า “โอ...วันนี้ช่างเป็นวันมหามงคลจริงเชียว ไหนล่ะมณีรัตนะ ช่วยนำมาให้เราได้ทัศนาสักทีซิ”
พระราชาทรงปรารถนาจะเล่นชิงช้าพรวนทราย คือ ชิงช้าห้อยที่ทำด้วยเม็ดทรายเนื้อละเอียด ท้าวเธอทรงอ้างเหตุว่า ก่อนนั้นภายในพระราชสำนักเคยมีชิงช้าพรวนทรายอยู่อันหนึ่ง แต่บัดนี้เชือกทรายเส้นเก่าที่ใช้มานาน ก็เริ่มผุขาดลง พระองค์จึงต้องการให้ชาวปาจีนยวมัชฌคามได้ช่วยกันฟั่นเชือกทรายเส้นใหม่มาทำเป็นสายชิงช้า
ลูกขอกราบเรียนด้วยความจริงจากใจว่า ประสบการณ์การนั่งสมาธิของลูกเจอแต่ 3ม. มาตลอด คือ มืด, เมื่อย, มึน ลูกพบกับความปวดเมื่อยร่างกายแบบสุดๆ ปวดศีรษะมาก ปวดต้นคอ ปวดกระบอกตา ปวดตามตัว เหมือนถูกทุบ มืดตื้อมืดมิด นึกนิมิตก็ลำบากยากเย็น แต่ลูกก็ไม่เคยย่อท้อ เมื่อมีเวลาลูกก็มาเข้าร่วมโครงการครั้งแล้วครั้งเล่า รวมเวลาแล้วมากกว่า 10ปี