“รัฐดูไบ” แม้ จะไม่ใช่เมืองหลวง แต่ก็เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นทั้งศูนย์กลางทางเศรษฐกิจการค้าและเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก มีพื้นที่รวม 3,885 ตร.กม., ชาวท้องถิ่นมีไม่มากนักเพียง 2.6 ล้านคน โดยร้อยละ 75 เป็นชาวต่างชาติ, ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม นิกายซุนหนี่, ใช้ภาษาอารบิคเป็นภาษาทางราชการ, แต่เนื่องจากมีชาวต่างชาติมาก จึงใช้ภาษาอังกฤษ ฮินดู อุรดูและฟาร์ซีติดต่อสื่อสารด้วย, มีสกุลเงินเรียกว่า “ดีแรห์ม” (1 ดีแหร์ม ประมาณ 10 บาทไทยครับ) ที่นี่อยู่ใต้แสงตะวันอันฉายฉานแบบกึ่งเขตร้อนและแห้งแล้ง อุณหภูมิต่ำสุดเกือบ 10 ํC สูงสุดถึง 48 ํC ส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 24 ํC ครับ
คุณพ่อคุณแม่บางคนแยกออกได้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว แต่ว่าไม่ค่อยได้สั่งสอนอบรมลูกเท่าที่ควรจะเป็น ความรักความห่วงใยมีมากก็เลยทำให้ละล้าละลัง
หลังจากที่เรา ได้สักการะร่างขององค์ฮัมโบ ลามะ ผู้ทรงญาณและสังขารไม่เน่าเปื่อยแล้ว ทำให้เราซาบซึ้งในอานุภาพแห่งพลังสมาธิ และบริเวณหน้าวัด เราก็ได้นำป้ายสัญลักษณ์ของมหาธรรมกายเจดีย์ กว้างกว่า 2เมตร มากางถ่ายภาพเป็นที่ระลึก พร้อมตั้งเจตนารมณ์ในใจว่า “อีกไม่นาน เราจะทำให้สมาธิ เจริญรุ่งเรืองที่ผืนแผ่นดินนี้อีกครั้งให้ได้”
มีการสร้างวัดแห่งแรกขึ้น ชื่อ วัดฮิลแกนตุส หลังจากนั้นวัดในพระพุทธศาสนา หรือที่เรียกว่า ดั๊ทซัน (Datsun) ก็ปรากฏขึ้นในบริเวณอื่นๆของบูเรียตเทียอีก ชาวบูเรียตที่อยู่ฝั่งตะวันออกของทะเลสาบไบคาล ก็หันมานับถือพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก มี นิกายเจลุกปะ เป็นนิกายที่แพร่หลายที่สุด ก่อตั้งโดย ท่านฌอนฮาวะ ชาวทิเบต
"ปลูกถั่วต้องได้ถั่ว ปลูกงาต้องได้งา" เป็นสิ่งที่หนุ่มสกอต อย่าง เคน ฟาวเลอร์ รู้สึกประทับใจ เมื่อได้ดู DMC ครั้งแรก ผู้ที่คิดอยู่เสมอว่า วิสกี้ คือศักดิ์ศรีแห่งชาวสกอต แต่แล้ว เมื่อเขาได้ลองนั่งสมาธิตามภรรยา เขากลับพบว่า ชีวิตสามารถอยู่ได้ โดยไร้แอลกอฮอล์...ในที่สุด เขาก็ค้นพบศักดิ์ศรีแห่งสกอตที่แท้จริง
แต่ก่อนหลงคิดมาตลอด 42ปีว่า ความสุขอยู่ที่เงินทอง บ้าน รถ และการเป็นอยู่อย่างสุขสบาย แต่ตอนนี้เจอแล้ว ความสุขอยู่ที่นี่เอง เดินอ้อมหาซะไกล วิ่งหาซะจนเกือบแย่ ที่แท้ก็อยู่ในตัวของเรานี่เอง