ความตายของมนุษย์มีอยู่ ๓ ประเภท คือ ตายหลังตาย ตายขณะตาย และตายก่อนตาย ตายหลังตาย คือ ขณะตายนั้นไม่มีสติ หรือไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน เสียชีวิตกระทันหัน เช่นนี้เป็นต้น กว่าจะรู้ตัวว่า ตนเองเสียชีวิตแล้ว ก็ ๓ วันบ้าง ๗ วันบ้าง หรือเกินไปกว่านั้นก็มี ต้องไปเป็นกายสัมภเวสีที่ล่องลอยไปมา จะทักทายใครก็ไม่มีใครรู้เรื่อง เพราะอยู่กันคนละภพภูมิ
วลาในโลกนี้แสนสั้น เดี๋ยววันเดี๋ยวคืน ยังไม่ทันได้สั่งสมบุญให้เต็มอิ่ม ความชราก็เข้ามาเยือนแล้ว บางคนเกิดมายังไม่ทันได้สั่งสมบุญ กรรมในอดีตก็มาตัดรอนเสียก่อน ทำให้มีเหตุที่ต้องละสังขารไปก่อนถึงเวลาอันควร ดังนั้น เราจึงไม่ควรประมาทในชีวิต ให้เห็นคุณค่าของเวลาแต่ละนาทีที่ผ่านไป โดยมีสติเตือนตนเสมอว่า เราจะไม่ประมาท โดยเฉพาะไม่ประมาทในการประพฤติธรรม
เราไม่ควรประมาทในชีวิต ต้องมีสติเตือนตนเสมอว่า เราอาจจะตายเมื่อไรก็ได้ ความตายไม่มีเครื่องหมายนำหน้า พึงเร่งขวนขวายสร้างความดี ละบาปอกุศล และทำจิตใจให้ผ่องใส เหมือนพระอินทร์ผู้เป็นจอมเทพในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อเห็นว่า อีกไม่นานจะต้องจุติจากความเป็นเทพ พระองค์ก็ไม่ประมาท หาโอกาสสั่งสมบุญให้กับตนเองทันที
แม้แต่สัตว์เดียรัจฉานในแคว้นกุรุ ยังประกอบด้วยการเจริญสติถึงเพียงนี้ ไม่ยอมเป็นผู้ประมาทในชีวิตแม้มีมรณภัยมาถึง เราทุกคนซึ่งได้โอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ มีชีวิตที่ประเสริฐกว่า มีสองแขนสองขา มีสติปัญญา สามารถทำความดี ได้เต็มที่มากกว่า เราจึงควรดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท
ก่อนที่จะนั่งสมาธิก็รู้สึกว่า ตัวเองเหนื่อยเมื่อยล้า ความจำไม่ค่อยดี แต่ตอนนี้นั่งสมาธิแล้ว ความจำดีขึ้น เวลาทำการบ้าน ก็จะนั่งสมาธิก่อนทุกวัน ทำให้ทำการบ้านก็จะถูกทุกข้อ เพราะเรามีสติ เวลานั่งก็จะเอาเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย พร้อมทั้งภาวนา “สัมมา อะระหัง” ไปด้วย
ลูกรู้สึกเสียดาย ที่ได้รู้จักพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ได้ฝึกสมาธิ เอาเมื่อยามบั้นปลายของชีวิต แต่ยังนับว่าโชคดีที่ได้รู้ถึงกิจที่แท้จริงของการมาเกิด และได้รู้ก่อนที่จะต้องไปเกิด ทำให้ลูกรู้สึกไม่กลัวความตายเจ้าค่ะ ลูกอยากบอกทุกคนว่า “การฝึกนั่งสมาธิไม่ยากเลย สิ่งสำคัญ คือ ต้องมีสติตลอดเวลา เอาสติข่มไว้ ถ้าคุมไม่อยู่ก็ หายหมด”