เมื่อฝึกนั่งสมาธิไปเรื่อยๆ พอทำใจนิ่งๆ ปล่อยวางทุกอย่าง ลูกก็เริ่มเห็นเป็นองค์พระค่ะ ตอนแรกท่านจะยังเป็นสีทองก่อน แล้วก็จะค่อยๆใสและขยายใหญ่ขึ้น ใหญ่มากจนครอบคลุมพื้นที่นั่งปฏิบัติธรรมทั้งหมดภายในห้อง และยังมีแสงสว่างกลมๆ รอบองค์พระด้วย
ด้วยจิตที่จะอนุเคราะห์พระราชา พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงถวายพระพรว่า "ธรรมดานักโทษย่อมไม่ยินดีในเรือนจำ มีแต่ดิ้นรนแสวงหาหนทางออกจากเรือนจำนั้นอย่างเดียว ขอพระองค์จงเป็นเช่นนั้นเถิด จงเห็นภพทั้งหมดเหมือนเรือนจำเถิด โลกนี้ถูกความมืด คือ อวิชชา ห่อหุ้มไว้ ตราบใดที่สัตวโลกยังไม่ได้รับแสงสว่างจากพระสัทธรรม เปรียบเสมือนตกอยู่ในคุกมืด..."
ศศินา บอกด้วยว่า โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนเชื่อในเรื่องของวิบากกรรม เนื่องจากถ้าเราได้ดูคนทุกระดับชั้น ใช่ว่าทุกคนจะมีแต่ความสุข หรือใช่ว่าทุกคนจะมีแต่ความทุกข์ ภาพรวมแล้วทุกคนจะมีสุขทุกข์ปะปนกันไป หากถามว่าความสุขหรือทุกข์นั้นเกิดมาจากอะไร ตรงนี้ก็ต้องมีเหตุทำให้เขาสุข และทุกข์ก็มีเหตุทำให้เขาทุกข์ ถ้าเราได้ศึกษาพระไตรปิฎกหรือธรรมะมากขึ้น จะรู้ทันทีว่า เราเกิดมาพิการแบบนี้เป็นเพราะวิบากกรรมที่เราทำอะไรไม่ดีไว้ หรือเราเกิดมามีหน้าตาผิวพรรณผ่องใส เพราะว่าเราทำอะไรมา
ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตยาลัย เตือนเยาวชนยึดความรักที่ถูกที่ควร เป็นแนวทางปฏิบัติ ไม่ใช่ไปจมติดกับความรัก
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือ ตรัสถึงการให้ทานว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะเป็นการขจัดความตระหนี่ออกจากใจ จะได้เป็นบุญกุศลติดตัวข้ามภพข้ามชาติ เกิดมากี่ภพกี่ชาติจะได้ไม่ต้องลำบากในการทำมาหากิน จะได้สร้างบารมีได้อย่างสะดวกสบาย แล้วจึงตรัสเรื่องการรักษาศีล ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งคุณความดีทั้งมวลที่จะทำให้มีความสุข ความบริสุทธิ์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ธันวาคม ที่จะถึงนี้ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ประทานโอวาทแก่พุทธศาสนิกชน เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติตน
พระอาจารย์สอนให้นึกองค์พระที่เราชอบ ลูกก็นึกได้ แต่ลงหลักปักใจไม่ได้ว่าจะเอาองค์ไหนดี เพราะชอบหลายองค์ ไม่รู้ว่าเอาองค์ไหนไว้ ถ้าให้นึกถึงดวงแก้วก็นึกไม่ได้อีก เพราะรู้สึกว่าดวงแก้วหนักๆจะมาอยู่ในท้องได้อย่างไร ลูกจึงตัดสินใจที่จะเดินทางกลับกรุงเทพฯ แต่ก็มาสะดุดกับคำจารึกบนแผ่นศิลาหน้าอาคารนั่งสมาธิว่า “ให้หยุดนิ่งเฉยๆ ได้ไม๊” เขียนย้ำถึงสามครั้ง