สักครู่ก็เห็นดวงใสๆ กลมๆ เล็กมากเท่าปลายนิ้วก้อย ปรากฏขึ้นมา พอน้อมใจลงตรงกลางดวงเล็กๆ นั้น ก็เห็นเกตุดอกบัวตูมเล็กๆผุดขึ้นมาตรงกลาง แล้วองค์พระก็ขยายขึ้นจนเต็มองค์ เอาใจจรดตรงกลางองค์พระต่อไปเรื่อยๆ อยู่ดีๆ ใจก็ดิ่งลงอย่างเร็วพร้อมกับเห็นองค์พระเกิดขึ้นอีก องค์แล้วองค์เล่า
เพราะแม้นว่าถ้าผมเป็นมหาเศรษฐีที่รวยขนาดไหน แต่จะช่วยคนทั้งโลกนั้น คงช่วยได้ยาก เอาอะไรไปให้ก็ไม่เพียงพอ สักวันก็หมด แต่ถ้าเอาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปมอบให้เขา เราให้ได้ทั้งโลก ให้เท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด ให้อริยทรัพย์ดีกว่าให้โลกียทรัพย์ งานของนักบวชจึงเป็นงานที่แท้จริงของชีวิต
ผมภาวนาให้มีโอกาสได้ทำข่าวดีๆ ในประเทศนี้สักครั้ง แต่ดูเหมือนว่าทุกข่าวจะเป็นข่าวร้ายไปแล้วทั้งสิ้น ยิ่งได้เห็นสภาพความทุกข์ยากด้วยตนเอง ทำให้ผมคิดว่าจะเป็นคนขาวหรือคนดำก็มีความทุกข์ไม่แตกต่างกัน น่าสงสารเหมือนกัน คนหนึ่งมีทุกข์เพราะถูกจ้องปองร้าย ส่วนอีกคนทุกข์เพราะไฟแค้นสุมอก คอยเผาทำร้ายตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะสิ้นสุด
ผมสามารถเห็นดวงแก้วได้เป็นเวลานานๆ เพราะผมรู้วิธีการปฏิบัติแล้ว ขั้นแรกคือ เอาขาขวา ทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย และให้นิ้วชี้มือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย จากนั้นก็หลับตาเบาๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทั้งหมดในร่างกาย ตอนนี้ผมนึกถึงดวงแก้วไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 แล้วภาวนาว่า “สัมมา อะระหัง” จากนั้นผมจะรู้สึกผ่อนคลายมากๆ แล้วผมก็เห็นดวงแก้ว เกิดขึ้นมาที่กลางท้อง
เมื่อก่อนลูกจะอายมากๆ ในการไปบอกบุญ อายเพราะกลัวเขาจะว่า ยิ่งเวลาเจอชาวต่างชาติ ยิ่งไม่กล้าบอกกลัวเขาไม่รู้เรื่อง แต่ตอนนี้ ลูกรู้สึกตรงกันข้ามค่ะ คุณครูไม่ใหญ่สอนว่า..การที่เราไปบอกบุญเขา เราไม่ได้ไปขอ เราไปให้บุญเขาต่างหาก เราไปรักษาสมบัติ ซึ่งทำให้ลูกมั่นใจมากขึ้นค่ะ
นั่งไปซักพัก แล้วผมก็ได้พบกับแสงสว่างที่ไม่แสบตา รู้สึกเย็นตาและเย็นใจมากๆ ตอนนั้นจิตใจผม มีความสุขมากๆ ครับ เป็นสุขที่เกินบรรยายจริงๆ สุขกว่าการร้องเพลง สุขกว่าการรับประทานอาหาร สุขกว่าสุขทางโลก ทางโลกสุขชั่วประเดี๋ยวประเดียว เหมือนอิ่มแล้วก็กลับมาหิวใหม่ แต่ความสุขภายในที่ผมได้ในตอนนี้ เป็นความสุขที่ไม่มีวันหมดอายุครับ
พอนั่งนิ่งไปสักพัก ความว่างก็เกิดขึ้น เหมือนไม่มีตัวลูกอยู่ในโลก อยู่ๆก็มีแสงเกิดขึ้น ช่วงแรกๆเป็นแสงใสๆลูกก็ไม่ได้สนใจ พอหยุดไปเรื่อยๆ แสงก็ค่อยๆสว่างขึ้น สว่างขึ้นเรื่อยๆ สว่างขึ้น ชัด สว่างมาก สว่างเหมือนตอนกลางวันเลยค่ะ เป็นแสงที่นวลตา เหมือนแสงนีออน ใสๆ เย็นๆ ดูไปเรื่อยๆแล้วก็เห็นเศียรพระพุทธรูปค่อยๆผุดขึ้นมากลางตัว
เธอเคยแอนตี้วัด เพราะฟังจากข่าวสารต่างๆ แต่พอได้มีโอกาสมาวัดพระธรรมกายแล้วเธอกลับประทับใจในทุกๆ สิ่งทุกอย่างที่ได้เห็น แล้วเธอยังได้บอกอีกว่า "ฉันได้รับปริญญาชีวิตแล้ว เพราะ DMC" เพราะเธอได้เรียนรู้แล้ว ว่า "ชีวิตจะมีค่าได้ก็ต่อเมื่อได้เข้าถึงสิ่งที่ล้ำค่า คือองค์พระและแสงสว่างภายในเท่านั้น" อะไรทำให้เธอพูดได้อย่างนั้น