ทุกชีวิตล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม แต่หากรู้หลักวิชชา เราก็สามารถผ่อนหนักเป็นเบา เบาเป็นหาย ตายแล้วไปสวรรค์ได้
ครั้งอดีตกาล ณ พระเชตะวัน มหาวิหารอันสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนาได้เกิดเรื่องราวมิงามของภิกษุผู้ว่ายากอยู่ท่านหนึ่ง ไม่ว่าใครจะว่ากล่าวตักเตือนอย่างไรก็ตามท่านก็มิเคยฟัง สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระกรุณาธิคุณให้ภิกษุรูปหนึ่งเข้าเฝ้า เพื่อปลดโทษให้
ในสมัยพุทธกาลขณะที่องค์พระบรมศาสดาทรงสอดส่องพระพุทธญาณ ณ วัดชีวกัมพวัณ กรุงราชคฤห์เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ผู้ตกทุกข์ดังที่ทรงบำเพ็ญอยู่เป็นนิจ พลันสายพระเนตรทรงเห็นภิกษุหนุ่มจุลลปัณฐกะที่ท้อถอยสิ้นความเพียร เนื่องด้วยมีสติปัญญาทึบ
กุลบุตรตระกูลพราหมณ์ผู้หนึ่ง มีโอกาสได้ฟังธรรมในพระเวฬุวันอันเป็นอารามแรกในพระพุทธศาสนาก็ศรัทธาจนแก่กล้า ประพฤติตนอยู่ในหลักคำสอนตั้งแต่นั้น
เรื่องราวของชายหนุ่ม ผู้หักดิบความชั่ว เปลี่ยนชีวิตของตัวเองให้มาสู่เส้นทางที่ถูกต้อง
จากชีวิตของชายหนุ่มที่เป็นนักดื่มเหล้าตัวยง ได้หักเหเส้นทางชีวิตของตนเอง กลายมาเป็นคนดีของแม่ ของสังคม และของประเทศชาติ...คุณภทรพล สอนศรี
จากชายหนุ่มผู้ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับอบายมุข...ยกระดับชีวิตเป็นพุทธบุตร ผู้เป็นเนื้อนาบุญของชาวโลก เพื่อฟื้นฟูพระพุทธศาสนา เพื่อทำวัดร้างให้เป็นวัดรุ่ง
ชายหนุ่มจึงรีบฉวยโอกาสขึ้นไปนั่งบนเรือนทันที แล้วก็เริ่มพูดเกี้ยวพาราสีนาง ด้วยท่าทางกรุ้มกริ่ม หวังจะให้นางเอออวยด้วย “นางผู้เจริญ ความรักของบุรุษย่อมเกิดได้ในสตรี มิได้เลือกวัยและฐานะ แม้สตรีก็เช่นกัน วัยและฐานะของบุรุษจะห้ามความรักของสตรีมิได้เลย ฉะนั้นขอนางจงได้ปรานีต่อฉันผู้มอบทุกอย่างแก่นางด้วยเถิด”
อีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา มันก็จะสานต่อ “วงกลม” ที่ว่านั้น ให้เป็น “เสาเรือน” ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ใครเป็นคนสอน...ไม่เห็นต้องไปเรียน วิศวกรรมศาสตร์ หรือ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ไม่ต้องจ่ายค่าเทอม ไม่ต้องเข้ามหาวิทยาลัย...แล้วสิ่งที่ “นกช่างสาน” กำลังจะทำต่อไปนี้ เป็นสิ่งอัศจรรย์ ของโลกสถาปัตย์ ก็ว่าได้ เพราะ “เสาเรือน” ที่ว่านั้น ที่แท้จริงก็คือ...จั่ว “หลังคา” นั่นเอง