เมื่อหัวหน้าโจรป่ากับพวกลูกน้องสมุนโจรเริ่มรู้สึกไม่ไว้วางใจกันแล้ว ความสามัคคีภายในกลุ่มโจรจึงเริ่มค่อยๆ ลดลงไปตามลำดับ จึงทะเลาะกัน เรื่องเล็กน้อยก็ค่อยๆ เพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ
นายทหารหนุ่มรูปหล่อ ได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุมระดับสูง ให้รับภารกิจเป็นผู้นำในการจับโจรป่าในครั้งนี้
การต่อสู้ตะลุมบอนกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านระหว่างกลุ่มองค์รักษ์ผู้พิทักษ์ขบวนเสด็จของพระราชโอรส กับกลุ่มพวกโจรร้ายหรือกองโจรปริศนา ก็ได้เริ่มขึ้น
ภิกษุทั้งหลาย หากมีพวกโจรผู้มีความประพฤติต่ำช้า เอาเลื่อย เลื่อยอวัยวะของพวกเธอ แม้ในเหตุนั้น ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดมีใจคิดร้ายต่อโจรเหล่านั้น ไม่ชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสอนของเรา
พระอาจารย์หัวหน้างานของลูกจึงได้ดำเนินแผนถัดไป ด้วยการสั่งให้หน่วยดักซุ่มยิงโจมตี ยิงธนูใส่กลุ่มโจรที่มีอาวุธพร้อมมือในทันที
พระอาจารย์หัวหน้างานของลูกได้พบว่า นอกจากจะมีสัตว์ร้ายแล้ว ยังมีพวกโจรที่วางแผนจะปล้นสะดมชาวบ้าน ซ่อนตัวอยู่ในป่าแห่งนี้อีกด้วย
โจรสบโอกาสก็คว้าเชือกสนสะพายที่ผูกรั้งจมูกโคเอาไว้ นึกกระหยิ่มใจว่า “เจ้าหนุ่มนี่ขี้เซาจริง เขาลักโคของตนก็ยังไม่รู้ ช่างเป็นลาภของเราหนอ ที่ได้โคมาเปล่าๆ นี่ถ้าเอาไปขายต่อ ก็คงจะได้กำไรงาม” แต่เหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด แล้วเหตุการณ์จะเป็นเช่นไร
โจรนำของไปอยู่ย่อมถูกห้าม แต่สมณะนำไปกลับเป็นที่รัก สมณะมาหาบ่อยๆ บัณฑิตย่อมยินดีต้อนรับ
หญิงสาวชาวนาจำเป็นต้องเลือกขอชีวิต สามี พี่ชาย และลูกชายได้เพียงคนเดียวเท่านั้น นางจึงได้ชี้แจงต่อพระราชาไปว่า “ ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นราชาเทพ อันบุตรนั้นย่อมเกิดในครรภ์เหมือนอยู่ในพกในห่อ หม่อมฉันย่อมให้กำเนิดบุตรเองได้ อันสามีเล่าหากต้องการ เมื่อเดินไปตามทาง ย่อมหาได้ไม่ยาก แต่โอกาสจะมีพี่น้องร่วมท้องพ่อแม่เดียวกัน หม่อมฉันมองไม่เห็นทาง เพราะพ่อแม่ได้เสียชีวิตไปแล้ว ”
ข้อวินัยให้สงฆ์สาวกปฏิบัติแต่ละบทนั้น มักเกิดขึ้นเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องไม่เหมาะสมเป็นกรณีๆ ไป พุทธกาลครั้งหนึ่งก็เป็นดังนั้น พุทธวินัยครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะพระฉัพพัคคีย์ 2 รูปล่วงพระวินัยข้อยึดถือในทรัพย์ มิได้ปล่อยวาง ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับกิเลส ภิกษุผู้ก่อเหตุที่ว่านี้ชื่อ พระปัณฑกะ และพระโลหิถกะ