เทวดาเห็นดังนั้น ก็ยังไม่ยอมหยุดเพียงเท่านั้น กลับข่มขู่ทิ้งท้ายด้วยเสียงกร้าวว่า “เอาเถอะ คืนนี้ เราจะเว้นโทษให้ท่านอีกสักครั้ง แต่ในคืนพรุ่งนี้ หากท่านยังไม่สามารถตามตัวมโหสถมาตอบปัญหานี้ได้ นั่นก็หมายความว่าชีวิตของท่านอาจจะต้องถึงกาลอวสานอย่างไม่ต้องสงสัย”
เหตุการณ์ในครั้งนี้ ดูเหมือนว่ามโหสถจะสิ้นปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตนเองอย่างสิ้นเชิง แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ที่ท่านต้องหนีไปก่อนนั้น เพราะต้องการให้เกิดการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ซึ่งเมื่อตนหลบไปก่อนแล้ว พระราชาก็จะไม่ระแวงในกำลังคนของตน และในไม่ช้าความจริงก็ต้องปรากฏ
นางอมรา เทวี็ให้บริวารนำตัวอาจารย์ทั้ง ๔ ไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายให้หมดจด เอามีดโกนทื่อ ๆ โกนผมและหนวดจนโล้น แล้วขัดตัวด้วยแผ่นอิฐจนเลือดไหลซิบๆ จากนั้นก็ให้เอาแป้งเปียกไล้ทาจนทั่วตัว แล้วโรยนุ่นตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าจนมองดูขาวโพลนไปทั้งตัว
มโหสถได้ฟังดังนั้นก็เบาใจ รีบปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดา แล้วเดินทางออกจากกรุงมิถิลามุ่งไปทางใต้สู่บ้านทักขิณยวมัชฌคามในทันที เพียงไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น ข่าวที่มโหสถบัณฑิตหนีออกจากกรุงมิถิลา ก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้นก็มีเสียงโจษจันกันไปทั่วทั้งมิถิลานครว่า “บัดนี้ ท่านมโหสถบัณฑิตผู้เป็นมิ่งขวัญของชาวมิถิลานคร ได้จากพวกเราไปเสียแล้ว”
นางอมราเทวีคาดการณ์ในใจว่า อีกไม่ช้าก็คงจะมีนางทาสจากเรือนของอาจารย์กามินทะและอาจารย์เทวินทะนำสิ่ง ของอื่นๆมาขายให้กับนางอีกเป็นแน่ แล้วก็เป็นไปตามที่นางคาดคิดไว้จริงๆ คือเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น ก็มีแม่ค้าขายผัก หิ้วกระเช้าผักมาจากเรือนของอาจารย์กามินทะ ภายในกระเช้านั้น ปรากฏมีผ้ากัมพลคลุมพระแท่นบรรทมพับเก็บไว้อย่างด
ขณะนั้นเป็นเวลาบ่าย นางอมราผู้ซึ่งบัดนี้ได้รับพระราชทานตำแหน่งสะใภ้หลวง และให้เฉลิมนามว่า “อมราเทวี” นางประดับกายด้วยผ้าแพรพรรณอันประณีตและเครื่องประดับเลอค่าที่ได้รับพระ ราชทานจากเจ้าเหนือหัว นางค่อยๆก้าวขึ้นสู่วอทองที่ตบแต่งอย่างอลังการ ด้วยท่วงทีงามสง่าดุจนางพญาหงส์ทอง
ภายหลังฉุดนางมาได้ ชายเหล่านั้นก็พานางไปพบมโหสถผู้เป็นนาย นางอมราแม้มายืนอยู่เฉพาะหน้าของมโหสถ แต่ก็ยังจำโสมทัตสามีของนางไม่ได้เลย แม้แต่จะเฉลียวใจสักนิดหนึ่งก็ไม่มี เพราะเหตุที่ก่อนนั้นมโหสถได้ปลอมตัวเป็นช่างชุนธรรมดาๆ ซึ่งต่างจากมโหสถในบัดนี้ราวกับคนละคน
มารดาของอมรา ครั้นได้เห็นงานเย็บชุนผ้าเสร็จเร็วอย่างอัศจรรย์เช่นนั้น ก็พิศวงยิ่งนัก เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา นางยังไม่เคยพบเห็นช่างชุนคนใดที่จะคล่องแคล่วเชี่ยวชาญเหมือนอย่างชายผู้ นี้เลย ส่วนว่า มโหสถบัณฑิตครั้นเย็บชุนผ้าเสร็จแล้วจะคิดอ่านทำประการใดอีกนั้น โปรดติดตาม
วาทะของมโหสถในครั้งนี้ เป็นดุจไม้หน้าสามที่ตีแสกลงกลางกระหม่อมของอาจารย์เสนกะเสียจนหน้าคว่ำไม่ เป็นท่า เพราะไม่ว่าใครหากได้ตรองตามสักหน่อย ก็ย่อมจะเห็นชัดว่า คำพูดของอาจารย์เสนกะผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง เพราะในขณะที่กำลังยกตนว่าเป็นบัณฑิตผู้มีปัญญาที่ถึงอย่างไรก็ต้องยอม สวามิภักดิ์ต่อผู้มีทรัพย์อยู่ดี นั่นก็เท่ากับแฝงนัยยะว่า พระราชาเป็นเพียงผู้มีทรัพย์แต่พระองค์หามีปัญญาไม่
มโหสถบัณฑิต ไม่ได้มองเพียงแค่ในชาตินี้เท่านั้น แต่ได้มองไกลออกไปถึงในภพชาติเบื้องหน้า เพราะเห็นชัดถึงคุณและโทษของทรัพย์ว่า ถ้าหากขาดปัญญาในการใช้สอยแล้ว ก็มีสิทธิ์ที่จะใช้ทรัพย์ไปในทางที่เป็นบาป เช่นนำไปเสียให้กับอบายมุข นำไปดื่มสุรา เล่นการพนัน และเที่ยวกลางคืนเป็นต้น ทรัพย์นั้นแทนที่จะเรียกได้ว่าเป็นทรัพย์สมบัติ แต่จะกลายเป็นทรัพย์วิบัติไป เพราะนำความวิบัติมาให้ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า