การยอมตนเข้าไปขอความช่วยเหลือ จากมโหสถบัณฑิตในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า อาจารย์ทั้ง ๔ นั้น ตามที่จริงแล้ว พวกเขายอมรับในปรีชาญาณ และความสามารถของมโหสถว่าเหนือกว่าพวกตนมานานแล้ว แต่ยังติดอยู่ที่มีความริษยา ไม่อยากตกอันดับเป็นสองรองจากมโหสถเท่านั้น
เรื่องราวมีอยู่ว่า แพะนั้นเข้าไปในโรงช้าง เห็นหญ้าที่คนเลี้ยงช้างวางไว้สำหรับช้าง ก็ยากที่จะอดใจได้ เพราะหญ้าเป็นอาหารโปรดของแพะ มันจึงแอบกินหญ้านั้นเรื่อยมา แต่ต่อมาพวกคนเลี้ยงช้างเห็นเข้า จึงคว้าไม้ไล่ตะเพิดแพะ คนเลี้ยงช้างอีกคนหนึ่งคว้าไม้พลองได้ ก็หวดไม้ลงไปกลางหลังอย่างเต็มเหนี่ยว จนแพะหลังแอ่น
แม้ว่าท้าวเธอจะทรงฉงนพระทัยสักเพียงใด แต่ครั้นได้ทรงนึกถึงข้อพิสูจน์ที่มโหสถบัณฑิตค่อยๆเปิดเผยให้ปรากฏเป็นที่ ประจักษ์ก่อนหน้านี้ จึงไม่ทรงคัดค้านสิ่งใดอีก ในที่สุด จึงได้มีรับสั่งกับราชบุรุษผู้หนึ่งว่า “เจ้าจงขึ้นไปดูให้รู้แน่ ว่าบนต้นตาลนั้นมีแก้วมณีอยู่จริงหรือไม่ หากว่าพบแก้วมณีแล้ว ก็จงนำมาให้เราเถิด”
ทันทีที่มโหสถมาถึง ก็รีบมุ่งตรงไปที่ริมขอบสระ ยืนจ้องมองดูแสงแก้วมณีนั้นอย่างพินิจพิจารณา แม้นสระโบกขรณีนั้นจะกว้างใหญ่สักเพียงใดก็ตาม แต่พอมโหสถสังเกตดูเพียงครู่เดียว ก็รู้ทันทีว่า แสงที่เห็นนั้นมิใช่แสงที่พวยพุ่งขึ้นมาจากสระอย่างแน่นอนแท้ที่จริงคงเป็นเพียงเงาสะท้อนของดวงแก้วมณีเท่านั้น แต่ปัญหาที่ยากยิ่งกว่านั้นก็คือ “แล้วแก้วมณีนั้นเล่า ตั้งอยู่ ณ ที่แห่งใดกัน”
ท้าวเธอจึงตรัสว่า “ก่อนนั้นเราได้ฟังกิตติศัพท์ของเธอแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใส ยิ่งได้เห็นท่วงทีกิริยาวาจาของเธอ ก็ดูน่ารักน่าชื่นใจไปเสียทั้งหมด แต่ครั้นได้เห็นการกระทำของเธอเมื่อสักครู่ ความชื่นใจที่เคยมี ก็พลันสิ้นไปชั่วพริบตา บอกตามตรงว่า เราทั้งเสียใจและผิดหวังในตัวเธอมาก”
พระราชกระแสที่ว่า “ให้ส่งม้าอัสดรหรือม้าตัวประเสริฐมาให้ ถ้าจัักส่งม้าอัสดรมาถวาย ก็จงมาเองด้วย แม้นจะส่งม้าตัวประเสริฐมา ก็จงส่งบิดามาด้วย” อันที่จริงก็หมายความว่า ท้าวเธอทรงมีพระประสงค์ให้ตนและบิดาไปพบ หาได้มีพระประสงค์อย่างอื่นไม่
ท่านเสนกะกราบทูล เพื่อจะโน้มน้าวพระหฤทัยของพระเจ้าวิเทหราช ให้ทรงเห็นว่า ตนเป็นผู้รักษาเชิดชูพระอิสริยยศของพระองค์ มิยอมปล่อยให้พระบรมเดชานุภาพถูกดูหมิ่นได้โดยประการทั้งปวง พระเจ้าวิเทหราชทรงนิ่งสดับคำพูดของท่านเสนกะที่ กราบทูลมายืดยาว แต่พระพักตร์นั้นกลับทรงนิ่งเฉย มิได้แสดงพระอาการว่าเข้าพระทัยหรือทรงเห็นด้วยแต่อย่างใด
พวกราชบุรุษชุดเดิมก็ได้ไปป่าวประกาศให้ชาวบ้านปา จีนยวมัชฌคามทราบว่า “เจ้าเหนือหัวมีพระราชประสงค์จะทรงเล่นน้ำในสระ ดังนั้น ขอให้ชาวบ้านปาจีนวยมัชณคามจงส่งสระโบกขรณีอันดารดาษด้วยบัวเบญจพรรณมาถวาย พระองค์ โดยให้นำมาไว้ในพระราชวัง ภายในชั่วเวลา ๗ วัน หากไม่อาจส่งมาได้ จักต้องถูกปรับสินไหมพันกหาปณะ”
ชาวบ้านปาจีนยวมัชฌคามได้อาศัยวิธีหุงต้มตามที่ มโหสถแนะนำ ในที่สุดก็สามารถช่วยกันหุงข้าวเปรี้ยวขึ้นมาได้สำเร็จตามพระราชประสงค์ ข้าวเปรี้ยวนั้นได้ถึงพร้อมด้วยองค์ ๘ ประการครบถ้วนบริบูรณ์ นั่นคือ ข้อ ๑ ในเมื่อไม่ให้หุงด้วยข้าวสาร ท่านสิริวัฒกะก็ให้จัดการหุงด้วยข้าวป่น และปลายข้าวที่ตำแหลกละเอียดแล้ว จึงไม่ชื่อว่าข้าวสาร
ชาวปาจีนยวมัชฌคามทุกคนที่มารอฟังพระบรมราชโองการ อยู่ในที่นั้น ต่างก็พากันตกตะลึงพรึงเพริดกับปัญหาชวนพิศวงของพระราชา แต่คราวนี้ดูเหมือนจะต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา นขณะที่หลายคนเริ่มแสดงอาการว่าไม่สู้จะพอใจนัก ถึงกับตะโกนลั่นด้วยความเหนื่อยหน่ายใจว่า “พระราชาของพวกเรา ดูท่าจะเป็นเอามาก พระองค์ทรงรู้ทั้งรู้ว่าโคมงคลนี้เป็นโคตัวผู้ ก็แล้วพระองค์จะมาบังคับให้พวกเราทำคลอดโคนี้เพื่ออะไรกันล่ะ”