ฝ่ายมโหสถบัณฑิตทราบข่าวนั้นแล้ว ก็เริ่มวิตกถึงการมาของพราหมณ์เกวัฏ เพราะยังไม่รู้แน่ว่า เบื้องหลังการมาของพราหมณ์เกวัฏ จะมาด้วยมีวัตถุประสงค์อื่นใดเคลือบแฝงอยู่หรือไม่ ดังนั้นเพื่อต้องการรู้ความจริง มโหสถจึงได้รีบส่งข่าวไปยังสหายผู้ที่แฝงตัวอยู่ในราชสำนักของพระเจ้าจุลนี เพื่อสอบถามถึงเหตุที่มานั้น
ตั้งแต่นั้นมา ในยามค่ำคืนดึกสงัด เสียงขับลำนำขับขานยกยอพระสิริโฉมของพระราชธิดาปัญจาลจันที ก็ดังกังวานแว่วมาจากต้นไม้ใหญ่ในพระนคร ครั้นใกล้รุ่งก็ปรากฏคล้ายเสียงกังสดาลดังก้องไปในอากาศ แล้วเสียงนั้นก็ค่อยๆหายเงียบไป ชาวปัญจาลนครทั้งหลาย เมื่อได้ยินเสียงเพลงขับเลื่อนลอยมาแต่ไกลในยามราตรี ไพเราะเสนาะจับจิตจับใจยิ่งนัก ก็พากันพิศวง งงงวยไปตามๆกัน และครั้นรุ่งสางก็ยังได้ยินเสียงกังสดาลดังกังวานแว่วอีก
ยามใด ที่พราหมณ์เกวัฏส่องดูใบหน้าของตนบนกระจก มองเห็นรอยแผลเป็นที่หน้าผากทีไร ก็ให้เป็นเดือดเป็นแค้น จนไม่อาจที่จะสกัดกลั้นเพลิงโทสะที่เดือดพล่านอยู่ภายในใจได้ ถึงกับขบกรามแน่น แล้วเปล่งเสียงคำรามออกมาดังๆ ด้วยแรงแค้นแรงอาฆาตที่สุมแน่นอยู่เต็มหัวอก
เมื่อทรงรู้ว่าพระองค์เสด็จมาเพียงลำพังพระองค์เดียว ก็ทรงพรั่นพรึงพระหฤทัย ทรงชักม้าพระที่นั่งเพื่อจะหยุดรอดูพราหมณ์อนุเกวัฏ แต่ปรากฏว่าม้าพระที่นั่งเกิดบังคับไม่อยู่ ยิ่งรั้งยิ่งดึงก็ยิ่งห้อตะบึงไปท่าเดียว พระองค์จึงต้องทรงปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม
พราหมณ์อนุเกวัฏยังไม่จบเพียงเท่านั้น ยังกราบทูลต่อไปเพื่อผูกเงื่อนให้น่าเชื่อถือว่า “ใช่แล้วพระพุทธเจ้าข้า ล่าสุดเมื่อมิถิลาเผชิญศึกครั้งใหญ่ ชาวมิถิลาต่างกล่าวขวัญถึงความยิ่งใหญ่ของกองทัพปัญจาลนคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระบรมเดชานุภาพของพระองค์ ผู้ทรงสามารถนำกองทัพแห่งปัญจาละ คว้าชัยมาได้ตลอดผืนแผ่นดินชมพูทวีป
ขืนทำเช่นนั้น ก็จะเป็นอันตรายแก่ตน เหมือนคนที่จ้องมองตะวันที่กำจายรัศมีอยู่กลางหาว ย่อมเป็นอันตรายแก่จักษุ ถึงกับมืดบอดได้นะ พระพุทธเจ้าข้า แต่เรื่องนี้หากจะว่าไปแล้ว คนนอกคงไม่อาจล่วงรู้ถึงความในได้แน่ ต่อเมื่อเป็นคนในนั่นแหละ จึงจะทราบความเป็นไปได้อย่างถูกต้องแท้จริง พระพุทธเจ้าข้า
สิ้นเสียงมโหสถบัณฑิต พวกทหารก็พากันฉุดลากตัวพราหมณ์อนุเกวัฏออกไปจากกองบัญชาการรบอย่างไม่ปรานี จากนั้นจึงได้ทำพิธีเนรเทศตามกฎมณเฑียรบาล โดยโกนผมของอนุเกวัฏให้เป็นมุ่น ทำให้เป็นจุก 5หย่อม แล้วโรยผงอิฐลงบนกบาล เอาพวงดอกยี่โถทัดไว้ที่หู จากนั้นก็พาไปยังกำแพงเมือง ซึ่งเป็นพิธีกรรมขับไล่ผู้ทรยศต่อแผ่นดินในสมัยนั้น
พราหมณ์อนุเกวัฏได้คิดอย่างรอบครอบแล้ว ก็ตอบรับด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นว่า “ท่านบัณฑิต ความภาคภูมิใจอันใดเล่าในชีวิต ที่จะมาเทียบเท่ากับการที่ได้รับใช้ชาติบ้านเมือง และยังมีส่วนได้ช่วยงานท่านบัณฑิตอีก ท่านจะให้ข้าพเจ้าทำอะไร จงบอกมาเถิด หากว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์แก่แผ่นดินเกิด ต่อให้ต้องสละชีวิต ข้าพเจ้าก็ยินดี”
จากตอนที่แล้ว พระเจ้าจุลนีเสด็จทรงม้าพระที่นั่งควบไปอย่างรวดเร็ว ครั้นพระองค์ทรงเห็นว่าเสด็จมาไกล จึงทรงรั้งม้าพระที่นั่งให้ชะลอฝีเท้าลง รอขบวนม้าพระที่นั่งของพระราชาทั้งร้อยเอ็ดพระองค์เสด็จมาทัน จากนั้นจึงเสด็จพระราชดำเนินต่อไปตามปกติ
ชาวเมืองมิถิลานครต่างก็มายืนอำนวยอวยชัย ส่งขบวนของมโหสถบัณฑิตตลอดทางตั้งแต่ประตูราชวังจนถึงประตูพระนคร ขวัญกำลังใจจากกองเชียร์ เป็นสิ่งสำคัญที่สร้างความมั่นใจยิ่งขึ้นให้กับผู้นำ เป็นเสมือนยาชูกำลังที่จะมีเรี่ยวแรงทำภารกิจหน้าที่ต่างๆ ให้สำเร็จได้เป็นอัศจรรย์