จากตอนที่แล้ว พราหมณ์เกวัฏได้กราบทูลอุบายของตนแด่พระเจ้าจุลนีว่า “ขอเดชะ เลศที่จะกระทำนี้เรียกว่า ธรรมยุทธ์ คือ การรบที่ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธเลย เพียงให้ราชบัณฑิตของพระราชาทั้งสองพระนครได้มาพบกัน ณ สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง แต่มีเงื่อนอยู่ว่า ในบัณฑิตทั้งสองนั้น หากผู้ใดไหว้ก่อน ผู้นั้นก็ถือว่าเป็นผู้แพ้ และความแพ้ของผู้นั้นก็ถือเป็นความพ่ายแพ้ของกองทัพฝ่ายนั้นด้วย พระพุทธเจ้าข้า”
พระเจ้าจุลนีสดับคำทูลนั้นแล้ว ก็ตรัสด้วยความกังวลพระหฤทัยว่า “ก็ เราจะทำอย่างไรได้เล่า ท่านอาจารย์ เพราะมโหสถได้เตรียมการป้องกันบ้านเมืองไว้อย่างเข้มแข็งถึงเพียงนี้ ไม่ว่าเราจะโจมตีด้วยวิธีใดๆ ก็ยังไม่เป็นผล”
พวกทหารของมิถิลานครยังร้องตะโกนด่าว่า ข่มขู่ทหารของปัญจาลนคร และพูดยั่วให้โกรธว่า “เฮ้ย พวกเจ้า เหตุไฉนจึงรีรออยู่เล่า พวกเรากำลังสนุกทีเดียว พวกเจ้าคงคิดว่ามิถิลานครจะง่ายเหมือนกับนครอื่นๆเป็นแน่ เสียใจด้วยนะ ท่าทางพวกเจ้าจะเหน็ดเหนื่อยกันมากสินะ มาสิจงมาดื่มสุรา มาเคี้ยวกินเนื้ออร่อยๆ ด้วยกันจะเป็นไรไป”
ในการทำศึกสงครามนั้น มโหสถบัณฑิตตระหนักดีว่า สิ่งสำคัญในการสู้ศึก อยู่ที่ขวัญและกำลังใจ เพราะแม้นว่ากองทัพนั้นจะเป็นทัพใหญ่ที่มีกำลังพลมากกว่า แต่หากว่าลูกทัพปราศจากขวัญกำลังใจในการออกศึก กองทัพนั้นก็หมดท่าหมดสง่าราศี แทนที่จะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะก็อาจปราชัยให้แก่ฝ่ายตรงข้ามได้ง่ายๆ
ทันใดนั้น พระเจ้าจุลนีจึงทรงประกาศขึ้นในท่ามกลางมหาสมาคมว่า“มา เถิดท่านทั้งหลาย บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องห้ำหั่นมิถิลาให้เป็นจุณ วิเทหราชหรือจะรอดพ้นเงื้อมมือของเราไปได้ เมื่อจับท้าววิเทหะผู้ทรนงตนเสียได้ เราก็จักบั่นศีรษะของมันเสียด้วยพระขรรค์เล่มนี้ล่ะ
ครั้นแล้วสหายของมโหสถก็รีบดำเนินการตามอุบาย พากันเปล่งเสียงโห่ร้องก้องสนั่น แล้วทุบต่อยไหสุราทั้งหมดด้วยค้อนใหญ่ พร้อมกับสาดเทของบริโภคที่ตระเตรียมไว้จนไม่เหลือชิ้นดี แล้วก็ส่งเสียงอึกทึกครึกโครมไปทั่วพระราชอุทยาน ยังความสะดุ้งกลัวให้เกิดแก่เหล่าข้าราชการของปัญจาลนคร
มโหสถบัณฑิตจึงได้เรียกเหล่าทหารผู้เป็นสหายบริวารที่เป็นสหชาติทันที แล้วแจ้งแผนการที่จะทำลายพิธีดื่มชัยบานของพระเจ้าจุลนีว่า “สหาย ทั้งหลาย ที่เราต้องเรียกพวกท่านมาประชุมพร้อมกันในครั้งนี้ ก็เพราะมีภารกิจสำคัญ ที่จะต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุก ๆ คนช่วยกันทำให้สำเร็จ”
ฝ่ายมโหสถบัณฑิตเมื่อได้รับข่าวจากทูตทหารเหล่านั้น จึงส่งข่าวตอบไปว่า “ขอ ท่านทั้งหลายอย่าได้วิตกกังวลไปเลย บัดนี้เราได้เตรียมการป้องกันพระนครไว้แล้วด้วยความไม่ประมาท ว่าแต่พวกท่าน เมื่อจะทำการใดๆก็จงระแวดระวังให้ดี อย่าให้ถูกจับได้ และจงอย่าประมาท เป็นเหตุให้เสียการ”
เมื่อพราหมณ์เกวัฏกราบทูลแผนการจบลง สุวโปดกมาถูระก็บินรี่ออกจากที่ซ่อน โผลงจับกิ่งสาละที่อยู่เหนือศีรษะของพราหมณ์เกวัฏ พลางถ่ายคูถรดลงบนศีรษะของเกวัฏ แล้วร้องขึ้นว่า “ปรึกษาอะไรกัน”
พระเจ้าจุลนีทรงสดับอุบายนั้นแล้ว ก็ทรงปีติยินดียิ่งนัก ถึงกับตรัสชมพราหมณ์เกวัฏผู้เป็นต้นคิดว่า “แผนการของท่านอาจารย์ช่างแยบยลอะไรเช่นนี้ ดีละท่านอาจารย์ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงรีบเตรียมการเคลื่อนพลโดยเร็วเถิด”